เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการ มธ. หนุน ครม. คลอด Lemon Law อุดช่องว่าง-ตอบโจทย์ผู้บริโภค

19 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

นักวิชาการ มธ. หนุน ครม. คลอด Lemon Law อุดช่องว่าง-ตอบโจทย์ผู้บริโภค

กูรูกฎหมาย หนุน ครม. ดัน พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง "Lemon Law" เพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภค เปิดทางคนซื้อรถ EV ขอยืดเวลาผ่อนได้ช่วงส่งซ่อม หวั่นรายละเอียดที่ลากยาวกว่า 10 ปี ตามไม่ทันโลก

กูรูกฎหมาย หนุน ครม. ดัน พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง "Lemon Law" เพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภค เปิดทางคนซื้อรถ EV ขอยืดเวลาผ่อนได้ช่วงส่งซ่อม หวั่นรายละเอียดที่ลากยาวกว่า 10 ปี ตามไม่ทันโลก

KEY

POINTS

  • หนุน ครม. Lemon Law คุ้มครองสิทธิ-เบรกผ่อนช่วงซ่อม: ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มธ. หนุน ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง (Lemon Law) เพิ่มสิทธิผู้บริโภคในการขอซ่อม เปลี่ยนสินค้า คืนเงิน รวมถึงเปิดทางให้ผู้ซื้อรถยนต์/รถ EV ที่อยู่ระหว่างซ่อมแซมเพราะชำรุดบกพร่อง สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระค่างวดกับสถาบันการเงินได้
  • เตือนช่องโหว่ร่างเก่า 10 ปี ไม่คุ้มครองปม "ซอฟต์แวร์รวน": นักวิชาการ มธ. ตั้งข้อน่ากังวลว่าร่างกฎหมายนี้ใช้เวลาผลักดันกว่า 10 ปี ภาษาเข้าใจยาก และมีช่องว่างสำคัญคือไม่ครอบคลุมสินค้าไฮเทค จึงเสนอให้สภาฯ นำร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับของสภาองค์กรของผู้บริโภคและอนุกรรมาธิการฯ ชุดก่อนมาร่วมพิจารณาประกบเพื่ออุดรอยรั่วนี้
  • ชงไทยยกระดับมาตรฐาน EU บีบผู้ผลิตทำสินค้า "ซ่อมง่าย-ชำรุดยาก": เสนอให้รัฐบาลมองข้ามช็อตไปถึงกฎหมายของสหภาพยุโรป (EU) ที่บังคับให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้าที่มีความคงทนสูง ซ่อมแซมง่าย และชำรุดยาก เพื่อลดปริมาณขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม 
     

19 มิถุนายน 2569 นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน “ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง” มองเป็นเรื่องดีช่วยเพิ่มความคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ลดข้อพิพาทผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่ในรายละเอียดร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีช่องว่างอยู่ จึงเสนอให้พิจารณาข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายครอบคลุมและรองรับเทคโนโลยีอนาคต

ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้า ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 หรือกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีความชัดเจนพอ เช่น ไม่กำหนดแนวทางเยียวยา ระยะเวลาในการเยียวยา ฯลฯ รวมถึงไม่เอื้อให้เกิดการพิสูจน์ความชำรุดของสินค้า จนทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายที่ไม่ลงตัว จนกลายเป็นเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เต็มที่ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่า จะแก้ได้ด้วยวิธีการไหนได้บ้าง

ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ขณะที่ ร่างกฎหมายฉบับใหม่ มีการกำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ชัดเจนมากขึ้น โดยอย่างน้อยใน 4 เรื่อง ได้แก่ 

  1. การกำหนดสิทธิของผู้บริโภคในกรณีที่ได้รับสินค้าที่ชำรุดบกพร่องที่เป็นระบบและชัดเจนขึ้น เช่น มีสิทธิส่งสินค้าซ่อม เปลี่ยนสินค้า ยกเลิกสัญญา เรียกค่าสินไหมทดแทน ฯลฯ 
  2. การกำหนดข้อสันนิษฐานในการชำรุดบกพร่องของสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ในการกล่าวอ้างได้เมื่อได้รับสินค้าชำรุดบกพร่อง 
  3. การแบ่งประเภทสินค้าและเกณฑ์ในการจัดการสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบที่เหมาะสมตามประเภทสินค้า โดยมีการแบ่งเป็นสินค้าทั่วไป รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 
  4. การกำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อ หรือก็คือสถาบันการเงินในการรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องใช้สินเชื่อในการเช่าซื้อสินค้า (ชำระราคาเช่าซื้อเป็นงวด) เช่น รถยนต์ และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันพบเจอปัญหาบ่อย ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคสามารถขอขยายระยะเวลาในการผ่อนได้ หากพบว่ารถยนต์ชำรุดบกพร่อง และไม่ได้ใช้งานสินค้านั้น เพราะต้องไปซ่อม 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวเริ่มเขียนและผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งแม้จะมีการปรับแก้รายละเอียดของร่างกฎหมายอยู่หลายครั้ง แต่ในรายละเอียดก็ยังคงมีจุดที่เป็นข้อน่ากังวล ทั้งในแง่การตีความ และการบังคับใช้ ไปจนถึงความเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น การตีความข้อสันนิษฐาน ลำดับสิทธิในการเยียวยาที่แม้จะกำหนดมาเป็นระบบ แต่ภาษากฎหมายมีรายละเอียดที่เข้าใจยาก ภาษาเทคนิคค่อนข้างเยอะ และสุดท้ายอาจนำมาซึ่งการถกเถียงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขายในเรื่องสิทธิการเยียวยาเช่นเดิม 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเยียวยาบางกรณีที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงประเด็นเชิงรายละเอียดอย่างกรณีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กล่าวถึงกรณีสินค้าเหล่านี้ไม่ได้ชำรุดเชิงกายภาพ แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัยจนใช้งานไม่ได้ 

ดังนั้น หลังจากนี้ที่ ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่องฯ จะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีการนำร่างกฎหมายในเรื่องเดียวกันอีก 2 ฉบับ ที่ร่างโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และอีกร่างของอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาในรายละเอียดควบคู่ไปด้วย เพราะร่าง 2 ฉบับดังกล่าวพัฒนามาจากแนวคิดของการปรับปรุงร่างเดิม มีการระบุถึงเรื่องต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุม ปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดจากการตีความในอนาคต และเพิ่มเนื้อบางส่วนเพื่อให้กฎหมายก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยปิดช่องว่างให้กับร่างกฎหมายที่ ครม. เห็นชอบ และสร้างความพร้อมในการครอบคลุมสินค้าประเภทใหม่ๆ ที่มีความเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างครบถ้วน 

นอกจากนี้ ปัจจุบันกฎหมายของต่างประเทศก้าวหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว เช่น ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) มีการปรับรายละเอียดของกฎหมายในหลายส่วน อาทิ การกำหนดให้สินค้าต้องซ่อมง่ายและชำรุดยาก เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องทำให้สินค้ามีความคงทนสูง ใช้ได้นาน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะ และหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย โดยประเด็นนี้ทาง สคบ. ก็มีความสนใจ และมอบหมายให้ทาง มธ. ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัย และทำข้อเสนอในประเด็นเหล่านี้เช่นกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอในงานวิจัยชิ้นนี้จะถูกมาพิจารณาด้วย

“คาดหวังว่าทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่ากฎหมายนี้คือต้นทุนภาระ อยากให้มองว่าการที่มีกฎหมายนี้เกิดขึ้น จะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าในไทยมีความน่าเชื่อถือ และสิทธินี้เป็นเรื่องที่ต่างประเทศทั่วโลก ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้รับรองมานานแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ 

ส่วนผู้บริโภคเองต้องกระตุ้นให้ตื่นตัวกับเรื่องนี้ หันมาเลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพในการผลิต มีความรับผิดชอบ และสามารถเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสัดส่วนของซื้อสินค้าไม่มีที่มาที่ไป หรือคุณภาพต่ำและพร้อมเป็นขยะในตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะเราต้องสร้างการบริโภคที่ลดการสร้างภาระผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินจำเป็นด้วย” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ข่าวล่าสุด