8 กุมภาพันธ์ 2567 คุณอาย กับคุณซัน ตัดสินใจเดินทางเข้าปรึกษาทนายเดชา อีกครั้ง เพราะกรณีนี้ศาลยังไม่ตัดสิน แต่คู่กรณีถือวิสาสะเข้ามาในบ้าน อาจสร้างความเข้าใจผิดได้
ด้าน ทนายเดชา บอกว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำครั้งใหม่ พนักงานสอบสวนควรจะพิจารณาดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระ พร้อมทั้งติงทนายฝั่งตรงข้ามว่า ไม่ควรแนะนำลูกความตัวเองแบบนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ แต่เป็นการบุกรุก
13 กุมภาพันธ์ 2567 ทนายกุ้ง พาคุณซัน หลานชายอากู๋ โชว์โฉนดตัวจริง ทวงบ้านคืน พร้อมสั่งตัดกุญแจ - ปลดป้ายไก่ตะเกียบ และเก็บหลักฐานในบ้าน ส่งตำรวจดำเนินคดี
16 กุมภาพันธ์ 2567 พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม นำ 5 ผู้ต้องหา คดีบุกรุกบ้านครอบครองบ้านปรปักษ์ ส่งฟ้องต่ออัยการคดีอาญามีนบุรี ในข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และ ลักทรัพย์ โดยคดีนี้มี "คุณนุ" ผู้เสียชีวิต ตกเป็นผู้ต้องหาด้วย และอัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 6 มีนาคม 2567
20 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.35 น. สามีของคุณนุ ส่งข้อความไปหาหลานชายอากู๋ ระบุ "ต้องขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากๆ เลย อยากจะขอให้พี่ได้เข้าไปพูดคุยกับน้องสักครั้งนะครับ เรื่องปรปักษ์ พี่ให้ทนายกับคุณศรีพรรณไปถอนคำร้องแล้วครับ" ต่อมาเวลา 11.06 น. คุณนุ ส่งไลน์ไปหาคุณอาย ว่า "ยังไงก็คิดว่าทำบุญให้คนป่วยแบบพี่ด้วยนะคะ" แต่คุณอายไม่ได้เปิดอ่าน และได้แคปหน้าจอส่งมาให้กับทีมทนายความ
26 กุมภาพันธ์ 2567 คุณนุ ผูกคอจบชีวิตตัวเองในบ้านพัก ย่านรามอินทรา ก่อนถึงวันที่อัยการนัดฟังคำสั่งคดีบุกรุก โดย ทนายผู้ตาย พูดถึงสาเหตุความเครียดครั้งนี้ เกิดจากเจ้าของบ้านตัวจริงใช้สื่อกดดัน ประกอบกับมีโรคประจำตัวร้ายแรง ทำให้ทนายเดชา ออกแถลงโต้ทันทีว่า ไม่เคยใช้สื่อเป็นเครื่องมือกดดัน ฝากถึงทนายเพื่อนบ้าน นึกถึงบาปบุญคุณโทษบ้าง ขณะที่คุณซัน ได้แสดงความเสียใจกับครอบครัวคู่กรณี และขออย่าซ้ำเติมผู้เสียชีวิต
เปิดคลิปสนทนา คุณนุ อยากถอนปรปักษ์
ต่อมา ทนายเดชา ยังได้นำคลิปบทสนทนาระหว่าง คุณนุ และ อากู๋เหม (เจ้าของบ้าน) มาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ในคลิปดังกล่าว อากู๋ กล่าวว่า "การเจรจามันต้องให้เกียรติกัน แล้วจริงๆ มันจะไม่เลยเถิด ถ้าไม่ไปแจ้งปรปักษ์"
ก่อนที่ คุณนุ จะกล่าวว่า "เราจะถอนปรปักษ์แล้วค่ะ ทุกคนจะมาแนะนำเราว่า ทำแบบนี้สิ โดนคดีความไปแล้ว เกิน 13 ปีแล้ว ต้องทำแบบนี้ถึงจะชนะ ยอมรับเลยว่าทุกอย่างไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เมื่อวานเพิ่งเรียกคุยกับทนาย แล้วหนูก็กราบเท้าเขาเลยว่า หนูไม่อยากทำแล้ว ไม่ใช่เจตนาของหนูตั้งแต่แรก พี่สาวเข้าไปดูแลบ้านจริงๆ"
จากประเด็นคลิปเสียงดังกล่าวทำให้เกิดปมร้อนบนโลกออกไลน์ ชาวเน็ตพากันพุ่งเป้าไปที่ทนายผู้เสียชีวิต พร้อมตั้งคำถามว่าการให้คำปรึกษาลูกความแบบนี้ ผิดมรรยาททนายความหรือไม่? และเรียกร้องให้สภาทนายความฯ ออกมาพิจารณาเรื่องนี้ด่วน
27 กุมภาพันธ์ 2567 นายวัฒนา ทนายความผู้เสียชีวิต โฟนอินเข้ารายการโหนกระแส ชี้แจงปมคลิปเสียง วันนั้นเห็นผู้เสียชีวิตมีการไหว้ต่อหน้าสามี ต่อหน้าคนบุกรุกบางส่วน ตนก็บอกไม่ต้องมาไหว้ เพราะผู้เสียชีวิตโทษตัวเอง เนื่องจากทำให้ตนและคนอื่นโดนวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย
ทนายวัฒนา ยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธจะไม่ยอมถอนคดี ตามที่ผู้เสียชีวิตร้องขอ โดยบอกไปถ้าจะถอนก็ถอนได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องดูเวลาที่เหมาะสม ตนไม่ได้ขัดข้องอะไร และจำไม่ได้ผู้เสียชีวิตกราบเท้าหรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมไม่แนะนำลูกความอย่าไปเอาของคนอื่นด้วยการครอบครองปรปักษ์ ทนายวัฒนา กล่าวว่า กฎหมายคุ้มครองคนไม่สุจริตอยู่แล้ว
เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรสังคมต่อว่าทนายเป็นคนบอกให้คู่กรณีทำแบบนี้ จนเรื่องราวบานปลายหนัก ทนายวัฒนา กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไร เพราะอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ตนไม่ได้โทษคุณซันและคุณอาย แต่ทั้ง 2 คนก็มีที่ปรึกษาเหมือนกัน เรื่องนี้ถ้ามาพูดคุยก็อาจตกลงกันได้โดยสันติ คุณโชคดีที่มาเจอคนครอบครองปรปักษ์ เพราะถ้าแพ้คดีก็ยอมรับ ถ้าชนะคดีก็ต้องพูดคุยกันในการจะคืนบ้าน
ด้าน "อากู๋เหม" โฟนอินเปิดใจผ่านรายการโหนกระแสว่า "เรื่องนี้ถ้าอยากให้จบ อยากให้คู่กรณีเอาทนายคนนี้ออกไป แล้วตั้งทนายความใหม่ ก่อนมาเจรจากัน ตอนนี้ให้สิทธิเต็มที่กับซันและอายทั้งหมด"
ขณะที่ คุณพลกฤษณ์ สามีคุณนุ โฟนอินเข้ามาในรายการ ยืนยันเจตนารมณ์ว่า ตนกับคุณนุจะไปถอนคดีครอบครองปรปักษ์ ไม่เคยมีเจตนาจะครอบครองบ้านของอากู๋จริงๆ หลังจากนี้ถ้าทนายไม่ได้ไปถอน ตนก็อาจจะพาคุณศรีพรรณ ไปยื่นขอถอนฟ้องด้วยตัวเอง พร้อมทั้งขอโทษคุณซัน คุณอาย และ อากู๋ กับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะความโง่เขลา ที่เชื่อคำแนะนำต่างๆ ไปฟ้องเพื่อจะมาต่อรองในส่วนคดีอาญา ไม่อยากจะสู้อะไรอีกแล้ว มันเหนื่อยมากจริงๆ และตอนนี้คุณนุก็ไม่อยู่แล้ว
ขอบคุณภาพและข้อมูล : รายการโหนกระแส