คำถามต่อมาที่มีคนถามกันมาก ไม่แพ้จะแลนด์สไลด์หรือไม่ ก็คือ จะส่งใครเป็นแคนดิเดตนายกฯตัวจริงกันแน่
ถึงนาทีนี้ แกนนำพรรคระดับ "มันสมอง" คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า 1 ใน 3 ชื่อแคนดิเดต ต้องมี "อุ๊งอิ๊งค์" แพทองธาร ชินวัตร รวมอยู่ด้วยแน่นอน ส่วนอีกคนหนึ่งน่าจะหนีไม่พ้น"เศรษฐา ทวีสิน" นักธุรกิจใหญ่แห่งอาณาจักรแสนสิริ ส่วนคนที่ 3 ยังอุบเป็นเซอร์ไพรส์ แต่แกนนำพรรคยืนยันว่า "มีแน่นอน"
กรณีของ "เศรษฐา" สาเหตุที่เงียบๆ ไปในระยะหลัง ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพรรค หรือแนวทางทางการเมือง แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของ "นายเศรษฐา" เองเกี่ยวกับญาติผู้ใหญ่ที่มีอาการป่วย จึงได้ลดการสื่อสารสังคมลงไป
สาเหตุที่ต้องส่งแคนดิเดต 3 คน เพื่อ ตอบโจทย์ ตอบสนองผู้สนับสนุนพรรคทุกกลุ่ม และทั้ง 3 คนมีศักยภาพเป็นนายกฯได้พอๆ กัน เพราะพรรคคัดเลือกมาแล้ว ทุกอย่างขึ้นกับสถานการณ์ ณ เวลาที่ต้องทำหน้าที่ ว่าใครเหมาะสมที่สุด และภารกิจตอนนั้นคืออะไร
แต่นี่คือความเห็นของ "ทีมยุทธศาสตร์พรรค" แต่ถ้าถามใจ ส.ส.เพื่อไทยทั้งพรรค ต้องบอกว่า อยากให้"อุ๊งอิ๊งค์" เป็นแคนดิเดตเบอร์ 1 และก้าวขึ้นเป็นนายกฯตัวจริง เพราะวันนี้ "อุ๊งอิ๊งค์" ลงพื้นที่คลุกคลีกับ ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครของพรรค เดินสายปราศรัย ถ่ายรูปคู่กับว่าที่ผู้สมัคร ขึ้นป้าย และมีกระแสนิยมพุ่งขึ้นระดับหนึ่ง จึงชัดเจนว่า น่าจะเป็น "ไฟต์บังคับ" ให้พรรคต้องตัดสินใจส่ง"อุ๊งอิ๊งค์" เป็นแคนดิเดตเบอร์ 1 ค่อนข้างแน่ ส่วนการเป็นนายกฯในท้ายที่สุดต้องดูลีลาของคนแดนไกลอีกครั้งหนึ่ง
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ส่งแคนดิเดตนายกฯ ครบ 3 คน คือ ป้องกันถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เช่น ถูกสอยไป 1 ยังเหลืออีก 2 เสนอชื่อทดแทนกันได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์เจ็บช้ำทางการเมือง โดนยุบพรรคมามากที่สุด (ไทยรักไทย พลังประชาชน ก่อนจะมาเป็นเพื่อไทยในวันนี้)
แนวทางสร้างกระแสนิยมของพรรคเพื่อไทย ตอนนี้โฟกัสไปที่นโยบายที่กำลังจะเปิด โดยมีตัว"อุ๊งอิ๊งค์" ในการขับเคลื่อนชัดเจน
ขณะเดียวกันก็ต้องอุดช่องโหว่การถูกโจมตีทุกมิติ กรณีคำปราศรัย พาคุณพ่อ(ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน เป็นการพูดของ"อุ๊งอิ๊งค์" ในฐานะลูกสาว ที่อยากให้พ่อกลับบ้านมาเลี้ยงหลาน เพราะปัจจุบันมีหลาน 6 คนแล้ว อยู่ในท้องของคุณอุ๊งอิ๊งค์อีก 1 คน รวมเป็น 7 คน
พรรคไม่มีนโยบายเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย แต่มีแนวคิดนิรโทษให้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบถูกดำเนินคดีจากการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง โดยจะทำเป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง
เมื่อถูกถามเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พรรคมีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบยกร่างใหม่ทั้งฉบับ โดยให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ยังมีคำถามที่หลายคนอยากรู้ คือ ประเมินคู่แข่งอย่างไร
จากข้อมูลที่ "เนชั่นทีวี" ได้รับมาจากแกนนำพรรค แยกได้เป็นแบบนี้
1.คู่แข่งในภาพกว้าง ระดับประเทศ ที่ให้น้ำหนักมากที่สุด คือ ภูมิใจไทย เพราะ : ถ้าเขาได้เยอะ เราจะได้น้อยลง (แย่งชิงกันในพื้นที่ความหวัง = ภาคอีสาน)
แต่แกนนำเพื่อไทยประเมินว่า "ภูมิใจไทย" น่าจะได้ 60 บวกลบ เท่านั้น ไม่น่าถึง 100 เสียง
2. คู่แข่งใน กทม. + เขตเมืองในภูมิภาค ให้น้ำหนักมากที่สุด คือ ก้าวไกล เพราะ : ฐานเสียงใกล้เคียงกัน
ประเมินว่า กทม. เพื่อไทยน่าจะได้ 20 ส่วนก้าวไกลน่าจะเบียดมาได้ราวๆ 10 ที่นั่ง (ซึ่งถ้าเป็นจริง จะเหลือเก้าอี้ให้พรรคอื่นเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น)
3.ประเมินรวมไทยสร้างชาติ
ทีมยุทศาสตร์ ประเมินเหมือนคนแดนไกลถึง 25 เสียงก็เก่งแล้ว สาเหตุเพราะ ตัวผู้สมัครไม่ใช่เกรด A จริง แม้จะเป็น ส.ส.ปัจจุบัน แต่เป็น ส.ส.สมัยแรก หรือ ส.ส.นกแล ได้มาเพราะกระแสตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ได้มีฐานเสียงหนาแน่นจริงๆ ประกอบกับ ส.ส.เก่า จะได้กลับเข้าสภาประมาณ 60% เท่านั้น ฉะนั้นหาก"รวมไทยสร้างชาติ"อ้างว่ามี ส.ส.ปัจจุบัน 40 คน จะได้ ส.ส.กลับเข้าสภาแค่ 24 คน อย่างนี้เป็นต้น ยังไม่นับพวก ส.ส.นกแล ที่มีโอกาสสอบตกมากกว่าได้
4. แม้คู่แข่งสำคัญในสนามเลือกตั้ง จะมองไปที่ภูมิใจไทย กับก้าวไกล แต่เป้าใหญ่ที่จะแข่งขันและสร้างกระแส คือ "บิ๊กตู่" และ "ระบอบประยุทธ์" หรือ "ระบอบ 3ป." ฉะนั้นแคมเปญสุดท้าย จะมุ่งไปที่ตรงนี้
"เลือกให้ขาด หยุดระบอบประยุทธ์" คาดว่าแคมเปญนี้ จะได้ 2 เด้ง ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว นั่นคือ กระทบก้าวไกลไปด้วย เพราะจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เหมือนตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แฟนก้าวไกล ตัดใจเลือกคุณชัชชาติ ,ไม่เลือกคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครก้าวไกล เพราะไม่อยากให้ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง กลับมาอีก ,หรือเพราะต้องการสู้กับกระแสโหวตเชิงยุทธศาสตร์ของฝั่งอนุรักษ์นิยม
5. พรรคจะก้าวข้ามความไม่แน่นอนของ "พล.อ.ประยุทธ์" ที่ว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ จะอยู่ครบวาระหรือไม่ เพราะเป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะเบื่อหน่าย
แต่พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครทั้งหมดให้ครบ 400 เขต ก่อนวันที่ 5 ก.พ. นั่นคือ ก่อนเส้นตายสังกัดพรรค 90 วัน กรณีอยู่ครบวาระนั่นเอง และหลังจากนั้นจะเปิดตัวแคนดิเดต พร้อมลุยหาเสียง โดยไม่สนใจไทม์ไลน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกแล้ว
นี่คือยุทธศาสตร์เกือบครบทุกด้านของเพื่อไทยในวันที่แกนนำพรรคประกาศ "พร้อมรบ"และเตรียมการรับมือเอาไว้แบบ "ครบทุกกระบวนท่า"