นางสาวขวัญจิต เคียงตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. ระบุถึงรายละเอียดการจัดการพื้นที่ว่า ได้แบ่งที่ดิน 32 ไร่ ให้แก่ 20 ครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจัดสรรให้ครอบครัวละ 1.5 ไร่ เพื่อปลูกแตงโมและผักยกแคร่ โดย ศอ.บต. เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในขั้นตอนแรกเพื่อให้ชาวบ้านตั้งตัวได้ จากนั้นจึงปล่อยให้กระบวนการบริหารจัดการเป็นหน้าที่ของชาวบ้านทั้งหมด เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความยั่งยืน
นายยุโส๊ะ สะแต หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน เปิดเผยตัวเลขรายที่น่าสนใจว่า ขณะนี้เขาสามารถขายแตงโมไปได้แล้วกว่า 35,000 บาท และยังมีผลผลิตรอบสุดท้ายที่รอการเก็บเกี่ยว คาดว่าเมื่อจบฤดูกาลแรกนี้จะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท
"ต้องขอบคุณ ศอ.บต. ที่มองเห็นโอกาสและสนับสนุนให้ชาวบ้านได้มีงานทำในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ต้องออกไปหางานต่างถิ่น รายได้ตรงนี้คือความมั่นคงที่จับต้องได้จริง" นายยุโส๊ะ กล่าวด้วยความภูมิใจ
เป้าหมายต่อไปของกลุ่มวิสาหกิจฯ คือการรักษาความต่อเนื่องของรายได้ โดยวางแผนเพาะปลูกไว้ 3 รอบต่อปี ซึ่งรอบที่ 2 กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ และรอบที่ 3 ในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้พื้นที่ 32 ไร่แห่งนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารและสร้างรายได้ตลอดทั้งปี
กรณีศึกษาของ "แตงโมบ้านน้ำบ่อ" เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจไม่ใช่การนำโครงการขนาดใหญ่จากส่วนกลางไปยัดเยียดให้ชุมชน แต่คือการรับฟังเสียงของชาวบ้านว่าเขา "อยากทำอะไร" และ "ถนัดอะไร"
ภายใต้บทบาท "พี่เลี้ยง" ของ ศอ.บต. ที่เน้นการเข้าถึงและสนับสนุนอย่างตรงจุด ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าของเกษตรกรปะนาเระอีกครั้ง วันนี้แตงโมผลโตที่ถูกส่งออกจากปะนาเระ ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่หวานฉ่ำเท่านั้น แต่ยังบรรจุไปด้วย "ความหวัง" และ "ศักดิ์ศรี" ของคนในพื้นที่ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างภาคภูมิ