เจาะลึกนวัตกรรม "น้ำจากอากาศ" ศอ.บต. นำร่อง "กาบังโมเดล"
27 ก.พ. 2569
ศอ.บต. เดินหน้า "กาบังโมเดล" นำร่องติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศ แก้วิกฤตน้ำดื่มขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลขุดบาดาลไม่ได้ ท้าพิสูจน์ค่าความสะอาดเหนือกว่าน้ำดื่มยี่ห้อดัง
ข่าว
27 ก.พ. 2569
ศอ.บต. เดินหน้า "กาบังโมเดล" นำร่องติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศ แก้วิกฤตน้ำดื่มขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลขุดบาดาลไม่ได้ ท้าพิสูจน์ค่าความสะอาดเหนือกว่าน้ำดื่มยี่ห้อดัง
27 กุมภาพันธ์ 2569 ปัญหาความขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่คาราคาซังมานานหลายทศวรรษ แม้รัฐบาลจะทุ่มงบประมาณผ่านโครงการขุดบ่อบาดาล หรือระบบประปาหมู่บ้านมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ซับซ้อน ทำให้ชาวบ้านในบางพื้นที่ยังคง "ตกสำรวจ" และเข้าไม่ถึงทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ล่าสุด นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้สร้างความฮือฮาด้วยการลงพื้นที่มัสยิดนูลกามีละห์ ต.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา เพื่อติดตามการติดตั้งและใช้งาน "เครื่องผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศ" ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ ศอ.บต. ประสานกับภาคเอกชนนำมาทดลองติดตั้งให้ชาวบ้านได้ใช้ "ฟรี" เป็นแห่งแรกของพื้นที่
ต้นทางของโครงการนี้ไม่ได้เริ่มจากแผนยุทธศาสตร์บนโต๊ะทำงาน แต่เริ่มจากเสียงโอดครวญของชาวบ้านบนโลกออนไลน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยว่า ตนได้รับข้อมูลความเดือดร้อนของชาวกาบังผ่าน Social Media ที่ระบุว่า พื้นที่ 8 หมู่บ้านในตำบลกาบัง กำลังเผชิญวิกฤตน้ำอุปโภคบริโภคอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่กำลังมาถึง
จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ชาวบ้านกาบังส่วนใหญ่อาศัยแหล่งน้ำจาก "คลองน้ำขุ่น" และ "คลองเทพา" เป็นเส้นเลือดใหญ่ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในคลองทั้งสองสายลดลงอย่างน่าใจหายจนไม่เพียงพอต่อการอุปโภค ที่สำคัญคือน้ำจากแหล่งธรรมชาติเหล่านี้ไม่สามารถนำมาดื่มกินได้โดยตรง
"ประชาชนบางส่วนพยายามแก้ปัญหาด้วยการขุดบ่อบาดาล แต่กลับพบอุปสรรคทางธรณีวิทยา เนื่องจากสภาพใต้ดินในพื้นที่ตำบลกาบังส่วนใหญ่เป็นหินแข็งหรือหินดินดาน ทำให้ไม่สามารถขุดบ่อได้ทุกหลังคาเรือน ชาวบ้านจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นรายจ่ายที่สูงมากสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย" นายปิยะศิริ ระบุ
เครื่องผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศ ของบริษัท แอร์ อินทู วอเตอร์ กรุ๊ปส์ จำกัด ที่นำมาติดตั้งตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทำงานด้วยหลักการดึงความชื้นจากชั้นบรรยากาศมาผ่านกระบวนการกลั่นกรองและฆ่าเชื้อจนกลายเป็นน้ำดื่มสะอาด ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเครื่องเพียง 1 เครื่อง สามารถผลิตน้ำดื่มได้มากกว่า 100 ลิตรต่อวัน
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการ "ท้าพิสูจน์" คุณภาพน้ำ โดยมีการนำเครื่องวัดค่าสารละลายรวมในน้ำ มาทดสอบเปรียบเทียบระหว่างน้ำจากเครื่องนวัตกรรมนี้ กับน้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อดังที่วางขายในตลาด
ผลปรากฏว่า น้ำดื่มจากเครื่องผลิตความชื้นในอากาศมีค่าความสะอาดอยู่ที่ 0.12 ppm ในขณะที่น้ำดื่มยี่ห้อดังมีค่าความสะอาดอยู่ที่ 2.32 ppm หากอ้างอิงตามมาตรฐานความปลอดภัยน้ำดื่มทั่วไป ค่าความสะอาดต้องไม่เกิน 500 ppm และหากมีค่าไม่เกิน 150 ppm จะถูกจัดว่าเป็นน้ำดื่มที่สะอาดมาก การที่นวัตกรรมนี้ทำค่าได้ต่ำถึง 0.12 ppm จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ได้ทันทีว่า "น้ำจากอากาศ" นี้สะอาดพอที่จะส่งเข้าสู่ร่างกาย
แม้ผลการทดสอบเบื้องต้นจะออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อคือ "ความยั่งยืน" และ "ภาระงบประมาณ" ค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้า แม้เครื่องจะผลิตน้ำได้เอง แต่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนกระบวนการควบแน่นความชื้น ในระยะยาวหากมีการขยายผลไปทั่วทั้ง 8 หมู่บ้าน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้? ระหว่าง ศอ.บต., องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือตัวชุมชนเอง
ปริมาณน้ำที่ผลิตได้จริง 100 ลิตรต่อวันจะดูเหมือนมาก แต่หากเทียบกับจำนวนประชากรใน 8 หมู่บ้าน เครื่องมือนี้อาจเป็นเพียง "น้ำทิพย์ชโลมใจ" ในระยะสั้น หรือเป็นเพียงจุดจ่ายน้ำกลางที่ชาวบ้านยังต้องเดินทางมารับน้ำอยู่ดี
เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งนำร่องใน 8 หมู่บ้านของ ต.กาบัง โดยจะนำผลการทดลองนี้ไปประกอบการตัดสินใจว่าควรจะติดตั้งเครื่องในลักษณะใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่ ต.กาบัง เปิดเผยว่า "ที่ผ่านมาเราต้องซื้อน้ำกินตลอด บางวันน้ำในคลองแห้งจนอาบยังลำบาก การที่มีเครื่องนี้มาตั้งที่มัสยิดทำให้เราเบาใจขึ้นอย่างน้อยก็มีน้ำสะอาดให้ลูกหลานได้ดื่ม แต่อยากให้รัฐช่วยมองถึงการแก้ปัญหาที่ถาวร เช่น การทำระบบประปาที่ใช้งานได้จริงควบคู่ไปด้วย"
การขยับตัวของ ศอ.บต. ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า หน่วยงานรัฐเริ่มให้ความสำคัญกับ "นวัตกรรม" มากขึ้น และเป็นการทำงานที่อิงกับความต้องการจริงในพื้นที่ผ่านช่องทางสื่อสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม "กาบังโมเดล" จะกลายเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาภัยแล้งทั่วชายแดนใต้ได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงโครงการทดลองที่จางหายไปตามกาลเวลา คือสิ่งที่สาธารณชนต้องร่วมกันติดตาม
สำนักข่าวจะติดตาม สถานการณ์การแก้ปัญหาน้ำดื่มในพื้นที่ ต.กาบัง และตรวจสอบงบประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขยายผลโครงการนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชน จะถูกเปลี่ยนเป็น "หยดน้ำ" ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชาวบ้านอย่างแท้จริง
