จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการ "ท้าพิสูจน์" คุณภาพน้ำ โดยมีการนำเครื่องวัดค่าสารละลายรวมในน้ำ มาทดสอบเปรียบเทียบระหว่างน้ำจากเครื่องนวัตกรรมนี้ กับน้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อดังที่วางขายในตลาด
ผลปรากฏว่า น้ำดื่มจากเครื่องผลิตความชื้นในอากาศมีค่าความสะอาดอยู่ที่ 0.12 ppm ในขณะที่น้ำดื่มยี่ห้อดังมีค่าความสะอาดอยู่ที่ 2.32 ppm หากอ้างอิงตามมาตรฐานความปลอดภัยน้ำดื่มทั่วไป ค่าความสะอาดต้องไม่เกิน 500 ppm และหากมีค่าไม่เกิน 150 ppm จะถูกจัดว่าเป็นน้ำดื่มที่สะอาดมาก การที่นวัตกรรมนี้ทำค่าได้ต่ำถึง 0.12 ppm จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ได้ทันทีว่า "น้ำจากอากาศ" นี้สะอาดพอที่จะส่งเข้าสู่ร่างกาย
แม้ผลการทดสอบเบื้องต้นจะออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อคือ "ความยั่งยืน" และ "ภาระงบประมาณ" ค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้า แม้เครื่องจะผลิตน้ำได้เอง แต่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนกระบวนการควบแน่นความชื้น ในระยะยาวหากมีการขยายผลไปทั่วทั้ง 8 หมู่บ้าน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้? ระหว่าง ศอ.บต., องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือตัวชุมชนเอง
ปริมาณน้ำที่ผลิตได้จริง 100 ลิตรต่อวันจะดูเหมือนมาก แต่หากเทียบกับจำนวนประชากรใน 8 หมู่บ้าน เครื่องมือนี้อาจเป็นเพียง "น้ำทิพย์ชโลมใจ" ในระยะสั้น หรือเป็นเพียงจุดจ่ายน้ำกลางที่ชาวบ้านยังต้องเดินทางมารับน้ำอยู่ดี
เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งนำร่องใน 8 หมู่บ้านของ ต.กาบัง โดยจะนำผลการทดลองนี้ไปประกอบการตัดสินใจว่าควรจะติดตั้งเครื่องในลักษณะใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่ ต.กาบัง เปิดเผยว่า "ที่ผ่านมาเราต้องซื้อน้ำกินตลอด บางวันน้ำในคลองแห้งจนอาบยังลำบาก การที่มีเครื่องนี้มาตั้งที่มัสยิดทำให้เราเบาใจขึ้นอย่างน้อยก็มีน้ำสะอาดให้ลูกหลานได้ดื่ม แต่อยากให้รัฐช่วยมองถึงการแก้ปัญหาที่ถาวร เช่น การทำระบบประปาที่ใช้งานได้จริงควบคู่ไปด้วย"
การขยับตัวของ ศอ.บต. ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า หน่วยงานรัฐเริ่มให้ความสำคัญกับ "นวัตกรรม" มากขึ้น และเป็นการทำงานที่อิงกับความต้องการจริงในพื้นที่ผ่านช่องทางสื่อสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม "กาบังโมเดล" จะกลายเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาภัยแล้งทั่วชายแดนใต้ได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงโครงการทดลองที่จางหายไปตามกาลเวลา คือสิ่งที่สาธารณชนต้องร่วมกันติดตาม
สำนักข่าวจะติดตาม สถานการณ์การแก้ปัญหาน้ำดื่มในพื้นที่ ต.กาบัง และตรวจสอบงบประมาณที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขยายผลโครงการนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชน จะถูกเปลี่ยนเป็น "หยดน้ำ" ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชาวบ้านอย่างแท้จริง