"เลขาฯ ศอ.บต." กางแผนรื้อกฎหมาย! ชี้ต้องเป็น "ทางเดิน" ไม่ใช่ "โซ่ตรวน" พันธนาการคนใต้
24 ก.พ. 2569
"เลขาฯ ศอ.บต." กางแผนรื้อกฎหมาย! ชี้ต้องเป็น "ทางเดิน" ไม่ใช่ "โซ่ตรวน" พันธนาการคนใต้
ข่าว
24 ก.พ. 2569
"เลขาฯ ศอ.บต." กางแผนรื้อกฎหมาย! ชี้ต้องเป็น "ทางเดิน" ไม่ใช่ "โซ่ตรวน" พันธนาการคนใต้
24 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนใต้ที่ยังคงมีความซับซ้อนทั้งมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ การก้าวเข้ามาของ “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ในตำแหน่ง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการ ศอ.บต.) คนล่าสุด
ถูกจับตามองอย่างยิ่งว่าเขาจะเข้ามาเป็น “ตัวช่วย” หรือ “ตัวจริง” ในการแก้ปมปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษ
ในการสัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าว เลขาธิการ ศอ.บต. คนนี้ไม่ได้มาพร้อมกับภาษาข้าราชการที่สวยหรู แต่มาพร้อมกับแนวคิด “รื้อเพื่อสร้าง” ตั้งแต่โครงสร้างองค์กร กฎหมาย ไปจนถึงวัฒนธรรมการทำงานของข้าราชการระดับ ซี 11 ที่ต้องทำตัวเป็น “ที่พึ่ง” มากกว่า “เจ้านาย”
นายปิยะศิริ เริ่มต้นด้วยการนิยามภารกิจของเขาว่าเป็นการต่อยอด “มรดก” จากอดีตผู้บริหาร สิ่งที่ดีอยู่แล้วต้องรักษา แต่ต้องนำมาเขย่าใหม่ภายใต้หลักการ “พัฒนาคน ก่อนพัฒนาเมือง” เขาเน้นย้ำว่า ศอ.บต. ต้องเป็นองค์กรที่กระชับ และเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมี “จิตวิญญาณ” ของการเป็นผู้ช่วยเหลือ
“เจตนารมณ์ของ ศอ.บต. คือหน่วยงานพิเศษ มันไม่มีศูนย์แบบนี้ในภาคเหนือหรืออีสาน เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานหนัก เป็นที่พึ่งพาของคน บางเรื่องไม่ใช่หน้าที่ตรงๆ ของ ศอ.บต. แต่นั่นคือหน้าที่ที่เราต้องทำ ถ้าชาวบ้านเดือดร้อนเดินเข้ามาหาเรา” เลขาธิการฯ กล่าวอย่างหนักแน่น
จากการหารือกับนายกรัฐมนตรี โจทย์เร่งด่วนที่ ศอ.บต. กำลังขับเคลื่อนคือการอุดช่องโหว่ของ “มาตรการเยียวยา” นายปิยะศิริยอมรับความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า กฎหมายปัจจุบันอาจยังไม่ครอบคลุมกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด เช่น “ลูกจ้างรายวัน” ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงแต่กลับไม่ได้รับค่าชดเชยตามระบบปกติ ซึ่งเขากำลังเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อให้คนเหล่านี้ “ลืมตาอ้าปากได้”
ในมิติการศึกษา นายปิยะศิริ ระบุว่าต้องให้ความสำคัญทั้งในระบบและนอกระบบ รวมถึงสถาบันปอเนาะและตาดีกา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพื้นที่ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความสุขและความสงบในบ้านเกิดของตนเอง
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการวิเคราะห์ “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจชายแดนใต้ นายปิยะศิริตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดปัตตานีที่มีอุตสาหกรรมประมงเข้มแข็ง แต่ตัวเลข GDP กลับไปเติบโตที่ จ.สงขลา?
“คำตอบคือเราไม่มีท่าเรือน้ำลึกเป็นของตัวเอง ต้องไปผ่านท่าเรือสงขลาหมด อุตสาหกรรมห้องเย็นก็ติดข้อจำกัดกฎหมายผังเมือง นี่ คือสิ่งที่ ศอ.บต. ต้องเข้าไปเป็นตัวกลางชนกับนโยบายส่วนกลางเพื่อปลดล็อก”
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาคืนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ Soft Loan ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพราะสภาพธุรกิจในชายแดนใต้ไม่ได้เหมือนกรุงเทพฯ การบังคับคืนเงินในระยะเวลาสั้นเกินไปคือการบีบให้ผู้ประกอบการตายไปเอง
หนึ่งในประโยคที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกของนายปิยะศิริ คือการประกาศยกเลิกโครงการที่ไม่เห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่น การจัดอบรมมัคคุเทศก์แบบเดิมๆ ที่ทำซ้ำมาหลายปีแต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
“ยอมคืนเงินแผ่นดิน ดีกว่าเอาเงินไปละลายน้ำแล้วไม่เกิดผล ถ้ายังใช้วิธีการเดิมๆ ภายใต้โจทย์เดิม คำตอบมันก็เหมือนเดิม”
เขายังเผยถึงเทคนิคการบริหารงบประมาณว่า ในยุคของเขาจะไม่มีคำว่า “รอ” งบประมาณประจำปีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักไป “หาเงิน” (ในความหมายของการเจรจาขอสนับสนุน) จากกองทุนต่างๆ เพื่อมาทำงานขับเคลื่อนพื้นที่ให้รวดเร็วขึ้น
ในการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคือการปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมาย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ร.บ. ศอ.บต.) ซึ่งถูกใช้เป็นคัมภีร์หลักในการทำงานมาอย่างยาวนาน
เลขาธิการ ศอ.บต. ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจผ่านบทสัมภาษณ์ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการ “รื้อ” และ “ปรับ” กฎหมายฉบับนี้ โดยให้เหตุผลในเชิงหลักการทางนิติศาสตร์และบริบททางสังคมที่ไม่อาจมองข้าม
เลขาฯ ศอ.บต. เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกฎหมายในปัจจุบัน โดยระบุว่าในฐานะที่ตนจบการศึกษาด้านกฎหมายโดยตรง เห็นชัดว่ากระบวนการตรากฎหมายมี "ช่องว่างของเวลา" ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ
“ทำไมต้องเปลี่ยน? เวลาเราร่างกฎหมายวันนี้ กว่าจะเสร็จปีหน้าหรือปีถัดไป มันก็พ้นเวลาที่เราคิดในวันนี้ไปแล้ว... เวลาคนคิด เราคิดจากสถานการณ์ ณ วันนี้ มันไม่ได้คิดล่วงหน้า แต่มันเกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น แล้วถึงมาตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา”
ทัศนะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กฎหมายมักมีลักษณะเป็น "ปฏิกิริยาตอบสนองต่ออดีต" มากกว่าจะเป็น "เครื่องมือเชิงรุกเพื่ออนาคต" ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างชายแดนใต้ กฎหมายจึงมักจะ "ล้าหลัง" กว่าปัญหาเสมอ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ “ความไม่สอดคล้อง” ระหว่างตัวบทกฎหมายเดิมกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ ซึ่งเลขาฯ ศอ.บต. ฉายภาพว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ ไม่เหมือนกับเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อน ทั้งในแง่ของโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความต้องการของประชาชน” บริบทพหุวัฒนธรรมที่มีความซับซ้อนขึ้น การค้าชายแดนและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบไป ปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่กฎหมายเดิมอาจเอื้อมไม่ถึง ทางออก คือ ปรับเครื่องมือให้ทันยุคสมัย "ปฏิรูปเครื่องมือในการทำงาน" เพื่อให้ ศอ.บต. สามารถก้าวข้ามความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างสง่างาม
“การปรับปรุงกฎหมายไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสาร แต่มันคือการปรับเครื่องมือให้ทันกับยุคสมัย เพื่อให้การทำงานในพื้นที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนได้จริงๆ” เลขาฯ ศอ.บต. กล่าวย้ำ
การขยับปรับ พ.ร.บ. ศอ.บต. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงภารกิจของนักกฎหมาย แต่เป็นก้าวสำคัญของ "ฝ่ายบริหาร" ที่ต้องการปลดล็อกพันธนาการทางระเบียบ เพื่อให้การดับไฟใต้และการพัฒนาพื้นที่ เดินหน้าไปได้ทันท่วงทีกับเข็มนาฬิกาที่ไม่เคยหยุดหมุน
ภาพลักษณ์ของเลขาธิการ ซี 11 ที่เคร่งขรึมถูกทำลายลงด้วยวิถีชีวิตส่วนตัวที่เรียบง่าย นายปิยะศิริเผยว่าเขามักทำงานถึงเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง และเปิดประตูห้องทำงานรับทุกคน แม้แต่ชาวบ้านที่มาคนเดียวเขาก็รับเข้าพบ
สิ่งที่น่าชื่นชมคือการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างหน้าบ้านพักให้กลายเป็น “แปลงผักยกแคร่” ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นตัวอย่างให้เจ้าหน้าที่และชุมชนเห็นว่า “ต้องทำจริงก่อนจะไปบอกให้คนอื่นทำ” โดยผลผลิตที่ได้ก็นำมาแบ่งปันให้ลูกน้องและชาวบ้านรอบข้าง “ผมอยากให้บ้านเลขาฯ เป็นบ้านของทุกคน” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม
นายปิยะศิริ ปิดท้ายด้วยการย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” และ “เกียรติภูมิ” ของข้าราชการระดับสูง โดยยืนยันว่าจะรักษาความสะอาดของมือเพื่อเป็นที่มั่นใจให้กับข้าราชการในพื้นที่ และมุ่งมั่นจะทิ้งผลงานที่ทำให้ครอบครัวภาคภูมิใจเมื่อถึงวันที่ต้องก้าวออกจากตำแหน่ง
นี่คือ "ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร" ในวันที่ ศอ.บต. กำลังถูกท้าทายด้วยบริบทโลกใหม่ ซึ่งหากเขาสามารถขับเคลื่อน "ทางเดิน" ที่เรียกว่ากฎหมายและงบประมาณให้ไปสู่เป้าหมาย "ลืมตาอ้าปาก" ได้จริง ชายแดนใต้อาจเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสียที
