รพ.รัฐไปต่อไม่ไหว! แบกคนไข้เต็มพิกัด ได้งบบัตรทองแค่ 64%
04 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

รพ.รัฐไปต่อไม่ไหว! แบกคนไข้ 87% แต่ได้งบบัตรทองแค่ 64% งบต่อหัวห่างหน่วยบริการอื่น 4 เท่า ตะลึง!งบรักษา HIV เพิ่มกว่า 70% ปลัด สธ. เสนอทบทวนเงื่อนไขการจัดสรร
ข่าว
04 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

รพ.รัฐไปต่อไม่ไหว! แบกคนไข้ 87% แต่ได้งบบัตรทองแค่ 64% งบต่อหัวห่างหน่วยบริการอื่น 4 เท่า ตะลึง!งบรักษา HIV เพิ่มกว่า 70% ปลัด สธ. เสนอทบทวนเงื่อนไขการจัดสรร
KEY
POINTS
4 สิงหาคม 2569 นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงงบประมาณที่ได้รับจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ของโรงพยาบาล (รพ.) ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ปัจจุบันรายรับของ รพ. ต่ำกว่ารายจ่าย เนื่องจากมีต้นทุนในการให้บริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเรื่องของยา เวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา รวมถึงค่าจ้างบุคลากรที่ไม่ได้บรรจุ
โดยปีงบประมาณ 2568 มีรายรับของ รพ. จากแหล่งรายได้นอกงบประมาณรวม 246,916.3 ล้านบาท แยกเป็น จากกองทุน 30 บาท จำนวน 107,713.10 ล้านบาท คิดเป็น 43.6% รองลงมา คือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ 43,107 ล้านบาท คิดเป็น 17.5% และกองทุนประกันสังคม 16,349 ล้านบาท คิดเป็น 6.6%
นพ.สุภโชค กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาเฉพาะเงินของกองทุน 30 บาท ซึ่งเป็นเงินภาษีก้อนใหญ่ของประเทศที่ใช้เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทย สปสช.ได้รับงบประมาณปี 2568 จำนวน 168,296 ล้านบาท สำหรับประชากรสิทธิบัตรทอง 47.15 ล้านคน เฉลี่ยงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,856 บาทต่อคน โดยโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแลประชากรบัตรทอง 41.13 ล้านคน คิดเป็น 87% ได้รับเงินจากกองทุน 107,731 ล้านบาท คิดเป็น 64% ของงบทั้งหมด เฉลี่ยเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 2,618 บาทต่อคน
“ขณะที่หน่วยบริการอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอื่น ๆ ดูแลประชากรอีก 13% ได้รับเงินจากกองทุน 60,584 ล้านบาท คิดเป็น 36% เฉลี่ยเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 10,063 บาทต่อคน มากกว่าถึง 4 เท่า”
นพ.สุภโชค กล่าวต่อว่า เมื่อไปเปรียบเทียบกับงบนอกเหมาจ่ายรายหัว สำหรับกิจกรรมสาธารณสุขที่มุ่งเน้น เช่น คลินิกนวัตกรรม กองทุนผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) / ไตวาย ในปี 2568 จัดสรรให้ถึง 54,545 ล้านบาท และพบว่าตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้นถึง 71%
การที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลคนส่วนใหญ่ได้รับงบประมาณต่อหัวน้อย ขณะที่หน่วยบริการที่ดูแลคนน้อยแต่ได้งบประมาณต่อหัวสูงกว่า รวมถึงการเพิ่มงบสำหรับบริการพื้นฐานน้อยกว่างบสำหรับกิจกรรมมุ่งเน้น แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณยังไม่สอดคล้องกับภาระงานและต้นทุนจริง
ซึ่งเรื่องนี้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอให้มีการทบทวนเงื่อนไขการจัดสรร โดยคำนึงถึงต้นทุนและรายหัวต่อประชากรให้ใกล้เคียงกับประชากรที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต้องดูแล และต้องเรียงลำดับความสำคัญของการใช้งบ
โดยเฉพาะในส่วนของงบนอกเหมาจ่ายกิจกรรมมุ่งเน้น เช่น กองทุนผู้ติดเชื้อ HIV ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้หน่วยบริการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ การใช้งบประมาณเกิดผลลัพธ์ที่ดี และประชาชนทุกคนได้รับบริการที่ดีอย่างเท่าเทียม