เนชั่นทีวี

ข่าว

ฝ่ายค้านจี้ กกต. ส่งศาลฎีกาฟันฮั้ว สว. เตือนระวัง ม.157

15 ส.ค. 2569 | titayu_pur

ฝ่ายค้านจี้ กกต. ส่งศาลฎีกาฟันฮั้ว สว. เตือนระวัง ม.157

ฝ่ายค้านเปิดเวทีอยุธยา อัด กกต. ยื้อคดีฮั้ว สว. "ทวี" ชี้หลักฐานแน่นพอส่งศาลฎีกา ชี้ช่องผู้สมัครฟ้อง ม.157 ด้าน "สุดารัตน์-สาทิตย์" เตือนระวังติดคุกตอนแก่

ฝ่ายค้านเปิดเวทีอยุธยา อัด กกต. ยื้อคดีฮั้ว สว. "ทวี" ชี้หลักฐานแน่นพอส่งศาลฎีกา ชี้ช่องผู้สมัครฟ้อง ม.157 ด้าน "สุดารัตน์-สาทิตย์" เตือนระวังติดคุกตอนแก่

KEY

POINTS

  • "ทวี" ชี้หลักฐานฮั้ว สว. แน่นพอส่งศาลฎีกา: ยืนยัน กกต. ไม่มีอำนาจชี้ขาดแทนศาล หากยกคำร้อง ชี้ช่องผู้สมัคร สว. ฟ้องอาญา ม.157 และยื่นร้องศาลฎีกาภายใน 3 วัน
     
  • "สุดารัตน์-สาทิตย์" เตือน กกต. ระวังติดคุกตอนแก่: ชี้ปัญหาประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้ง พร้อมเตือน กกต. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ไม่อุ้มผู้มีอำนาจ
     
  • หนุนแก้ รธน. ตัดวงจรกินรวบประเทศ: ฝ่ายค้านประสานเสียงผ่าโครงสร้างองค์กรอิสระ ยึดฉันทามติประชาชน ป้องกันสภาวะ "ประชาธิปไตยผีดิบ"

15 สิงหาคม 2569 แกนนำฝ่ายค้าน เปิดเวทีเสวนาผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดินหน้าชนกรณี ฮั้ว สว. โดย "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ยืนยันพยานหลักฐานโพยและเส้นเงินมีน้ำหนักเพียงพอให้ กกต. ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาวินิจฉัย พร้อมชี้ช่องหาก กกต. ทำหน้าที่แทนศาลด้วยการยกคำร้อง ให้ผู้สมัคร สว. ที่ได้รับความเสียหายยื่นฟ้องความผิดตาม มาตรา 157 และร้องตรงต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน เพื่อหยุดยั้งสภาวะกินรวบประเทศ ขณะที่ "สุดารัตน์-สาทิตย์-วีระยุทธ" ร่วมเตือนองค์กรอิสระระวังติดคุกตอนแก่ พร้อมดันวาระ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดล็อกโครงสร้างอำนาจและแก้ปัญหาประชาธิปไตยผีดิบอย่างยั่งยืน

 

"ทวี" ชี้หลักฐานฮั้ว สว. เพียงพอให้ กกต. ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแล้ว เตือนอย่าทำหน้าที่แทนศาล

 

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เดิมมีการสืบทอดอำนาจ ผ่าน สว. แต่งตั้ง แต่หลังมีการเลือก สว. กลายเป็นการฮั้ว สว. เพราะ สว. มีอำนาจเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้งหมด รวมกว่า 40 ตำแหน่ง ซึ่งทั้งหมดมีอำนาจทำให้รัฐบาลสามารถรอดพ้นจากการถูกชี้มูลได้


พันตำรวจเอกทวี ยังกล่าวถึงการตรวจสอบการฮั้ว สว. ของ กกต. ว่า ตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ก่อนมีการเลือก หาก กกต. พบเหตุอันควรสงสัย กกต. ก็สามารถให้ใบแดงผู้สมัครได้

ส่วนคดีฮั้ว สว. ที่พบทั้งเส้นเงิน โพย และรูปแบบการลงคะแนนแล้ว จะสามารถเอาผิดไปถึงตัวการใหญ่ หรือไม่นั้น พันตำรวจเอกทวี ย้ำว่า กกต. จะต้องไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า ผู้สมัคร หรือบุคคลอื่น หากทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต กกต. ก็จะต้องส่งศาลฎีกา และเมื่อ กกต. รับรองผลเลือกตั้งแล้ว ให้ศาลฎีกา ใช้สำนวนไต่สวนของ กกต. พิจารณา นั่นคือ สำนวนของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และเพื่อประโยชน์ความยุติธรรม ศาลฯ มีอำนาจเรียกไต่สวนเพิ่มเติมได้

ดังนั้น กกต. จะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้ และหลักฐานคะแนนการลงคะแนน รวมถึงโพยต่าง ๆ ก็มีความชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะคะแนนมีการเกาะกลุ่มกัน รวมถึงยังมีภาพจากกล้องวงจรปิด หรือ กกต. จะเปิดหีบบัตรเพื่อตรวจสอบบัตรการลงคะแนนก็ได้


พร้อมยกตัวอย่างเพียงแต่บัตรสนเท่ห์ พนักงานสอบสวน ก็สามารถขออำนาจศาลออกหมายจับได้แล้ว และในชั้นอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ก็ได้รวบรวมและส่งพยานหลักฐานไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมเชื่อว่า หาก กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแล้ว ศาลจะยกคำร้องทั้งหมด ก็ไม่เป็นไร เพราะถือเป็นการธำรงตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว แต่หาก กกต. ไม่ส่ง ตนก็ขอแนะนำให้ผู้สมัคร สว. ที่เป็นผู้เสียหาย ได้ยื่นคำร้องถึง กกต. ภายใน 3 วัน เพื่อทบทวนคำร้อง หรือยื่นร้องเอาผิดทางอาญากับ กกต. ต่อไป ส่วนหาก กกต. ไม่สั่งฟ้องแล้ว ประชาชนสามารถฟ้อง กกต. ได้หรือไม่นั้น


พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า หาก กกต. ไม่ส่งฟ้อง ผู้สมัคร สว. ถือเป็นผู้เสียหาย ที่สามารถฟ้องศาลทุจริตฯ ในท้องที่นนทบุรี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ หรือใช้อำนาจตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 44 ที่หากผู้สมัคร เห็นว่า การดำเนินการของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถยื่นคัดค้านต่อศาลฎีกา ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ กกต. มีการออกคำสั่งได้

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง  

 

“หญิงหน่อย” ฟันธง ก.ก.ต.ไม่กล้าลงโทษ สว.เอาผิดได้แค่ตัวเล็กตัวน้อย - เตือน ก.ก.ต.คิดให้ดีระวังติดคุกตอนแก่

 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ตนเองเคยอยู่ในยุคการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อให้ระบบการเมืองแข็งแรง มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่แข็งแรง จึงเกิดองค์กรอิสระ แต่ปัจจุบัน ระบบการเมือง และการตรวจสอบถ่วงดุลที่แข็งแรงกลับถูกทำลาย ด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และทำให้ควบคุมระบบตรวจสอบถ่วงดุลได้ด้วยมือที่มีอำนาจ หรือมือที่มองไม่เห็น จึงถึงเวลาแก้ไข เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ส่งผลพวงทั้งทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอมาก ซึ่งสวนทางกับรัฐธรรมนูญ 2540 และ ส.ว.ที่มาจากระบบการเลือกกันเอง ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน ดังนั้น จะต้องแก้ที่มา ส.ว. ซึ่งตนเชื่อว่า ระบบการเลือก ส.ว.แบบเลือกกันเอง เป็นเพราะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการควบคุมองค์กรอิสระ และสามารถควบคุมได้จริง ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อ ส.ว.มีที่มาที่ไม่ชอบมาพากล จึงเกิดการทำคลอดองค์กรอิสระต่าง ๆ 


คุณหญิงสุดารัตน์ ยังไม่มั่นใจว่าการฮั้ว ส.ว.จะเอาคนผิดได้จริงหรือไม่ รวมถึงการทุจริตสอบท้องถิ่น เพราะในเมื่อคดีฮั้ว ส.ว.ที่ ก.ก.ต.ปัจจุบันจำนวน 4 คน ก็ถูกทำคลอดจาก ส.ว.ชุดปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเป็นไปได้หรือ ที่ ก.ก.ต.จะมาลงโทษคนที่ทำคลอด และทำนายได้ว่า น่าจะมีการส่งเรื่องให้ศาลบ้าง แต่ไม่น่าจะเหมือนผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เพราะมีการแยกพิจารณารายจังหวัด แยกตัวเล็กตัวน้อย เพื่อลดกระแส เช่นเดียวกับ การทุจริตสอบท้องถิ่น ที่น่าจะจับได้เพียงตัวเล็กตัวน้อย


คุณหญิงสุดารัตน์ ยังเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ระบุเป็นการปราบโกง แต่กลับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการโกงได้ง่ายที่สุด เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจ สามารถโกงกินได้ทุกระดับในปัจจุบัน แม้มีการตรวจสอบก็จะไม่ผิด หรือแม้มีหลักฐาน ก็จะดึงเรื่องจนประชาชนลืม ดังนั้น จึงไม่สามารถปราบโกงได้ แต่กลับหยั่งรากลึก ยากที่จะกำจัด ตราบใดที่ยังมีองค์กรอิสระเช่นนี้ พร้อมยกตัวอย่างที่น้อยครั้งมากที่ ป.ป.ช.จะไปแตะนักการเมืองระดับใหญ่ แตะก็แตะไม่สุด แตะได้เพียงนักการเมืองท้องถิ่นตัวเล็ก ๆ ดังนั้น จึงจะต้องกลับไปกลัดกระดุมเม็ดแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาขององค์กรอิสระ เพื่อตัดวงจรการกินรวบประเทศไทย ที่มี ส.ว.เป็นต้นทางในการกินรวบประเทศไทย


ส่วนทางแก้ไขกระบวนการกินรวบประเทศควรจะแก้ไขอย่างไรนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นว่า จะต้องแก้โกง ส.ว.ก่อน เพราะถือเป็นการกินรวบประเทศ รวมถึงการโกงการเลือกตั้ง ส.ส. หรือการซื้อเสียง หากจำยอม ก็ถือว่า เป็นการจำยอมให้มีการกินรวบประเทศไทย ซึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะมีการให้ความสำคัญกับที่มา และอำนาจของ ส.ว. รวมถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งที่มาขององค์กรอิสระ ไปผูกกับ ส.ว. และผูกฝ่ายบริหารเข้ากับฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมยังเสนอให้กลับไปเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุล ให้ประชาชน 50,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อเพื่อถอดถอนนักการเมือง หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการองค์กรอิสระหากประพฤติมิชอบ เช่น ก.ก.ต. และ ป.ป.ช.ที่ปัจจุบันมีข้อน่าสงสัยหลายประการ ซึ่งปัจจุบันแม้ประชาชนจะรับทราบ แต่ก็ทำได้เพียงนั่งทำตาปริบ ๆ รวมถึงจะต้องทำให้เกิด ป.ป.ช.ภาคประชาชน เพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะแก้ปัญหาการกินรวบประเทศไม่ได้


ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นว่า จะต้องอาศัยการขับเคลื่อนประชาชนส่งเสียงเชียร์ให้ ก.ก.ต.ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ส่งความห่วงใยไม่อยากให้ ก.ก.ต.ติดคุกตอนแก่ และกรรมการองค์กรอิสระ จะต้องพิสูจน์ตนเองว่า เป็นอิสระจากอำนาจต่าง ๆ จริงหรือไม่ พร้อมสนับสนุนให้ ก.ก.ต.ทำหน้าที่อย่างสุจริต เที่ยงธรรม และขอเตือนด้วยความหวังดีว่า ก.ก.ต.จะต้องคิดให้ดี เพราะหากทำไม่ถูกต้อง อาจจะต้องติดคุกตอนแก่ และตนไม่เชื่อว่า ก.ก.ต.ที่ถูกทำคลอดจาก ส.ว.ชุดนี้ จะกล้าลงมติเป็นทางโทษให้กับ ส.ว.ที่ทำคลอด ก.ก.ต.ออกมา

 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  

 

"สาทิตย์" ชี้ประเทศเข้าวิกฤตสู่ยุค 'ประชาธิปไตยผีดิบ' ผู้แทนมีแต่กาย ไร้จิตใจประชาธิปไตย

 

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค กล่าวบนเวทีเสวนา “ปัญหาและแนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ในโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นว่า อำนาจรัฐที่ไม่เห็นหัวประชาชน ได้สะท้อนความอัดอั้นใจของประชาชน เพราะปัจจุบันเป็นยุควิกฤตประชาธิปไตยจริง ๆ ในอดีตอาจเป็นการรัฐประหาร หรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ ที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจนิยม พยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุลผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน และยุคหลังมามีความเนียนกว่านั้น แต่ก่อนหน้านั้น กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของภาคประชาชนมีความเข้มแข็งผ่านขบวนการเสื้อสีต่าง ๆ หรือเยาวชน แต่หลังการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รอบล่าสุด ได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต ที่มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระ 


นอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้ว หรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พรรคการเมืองพยายามเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุลผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว. ได้ และยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่านโพย มี สส. หันไปถามเพื่อน สส. ด้วยกันว่า จะลงมติอย่างไร โดยไม่ได้ศึกษาว่า เรื่องที่จะลงมติเป็นเรื่องใด ถือเป็นวิกฤตประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด


นายสาทิตย์ ยังเห็นว่า สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้ง ที่มีประชาธิปไตยเงินสด เข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีของประชาชนในการเลือกตั้ง แต่เมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบ ก็ทำให้ สส. ไม่มีเจตจำนงที่คำนึงถึงประชาชน ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น "ซอมบี้ เดโมเครซี" (Zombie Democracy) หรือ ประชาธิปไตยผีดิบ ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แม้จะมีสูตรสีต่าง ๆ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน


นายสาทิตย์ ยังย้ำว่า คดีการฮั้ว สว. เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานพยานการฮั้ว สว. ที่ผ่านมาสะท้อนแล้วว่า เป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง พร้อมมองว่า ปัจจุบัน กกต. 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว. ชุดนี้ กำลังมีปัญหา หากลงมติให้เป็นคุณต่อ สว. ที่มีข้อกล่าวหา เพราะจะถือว่า มีส่วนได้เสียต่อการใช้ดุลยพินิจ และเกี่ยวพันกับเรื่องจริยธรรม ดังนั้น เมื่อ กกต. ใหม่ 4 คน มีส่วนได้เสียจากการถูกเลือกจาก สว. ชุดนี้ จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก กกต. ทั้ง 4 คนจะต้องลงมติส่งเรื่องฮั้ว สว. ไปยังศาลฎีกา เพื่อให้ศาลพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย จึงจะช่วยให้ กกต. 4 คนรอดพ้นจากการมีส่วนได้เสียได้


และยังมีข่าวว่า คดีการฮั้ว สว. จะมีการตัดตอน แต่ในกระบวนการเปิดเผยพยานของฝ่ายค้าน และภาคประชาชน ก็ชัดเจนและยืนยันแล้วว่า มีพรรคการเมืองบางพรรคเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และ สส. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือช่วยเหลือผู้สมัคร สว. ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อมีหลักฐานการเข้ามาเกี่ยวข้องของพรรคการเมือง กกต. ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น


นายสาทิตย์ ยังเห็นว่า ทางออกของปัญหาวังวนประชาธิปไตย หากศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าผิด การเลือก สว. จะต้องเป็นโมฆะ และพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ เพื่อเริ่มต้นให้กระบวนการทุกอย่างกลับมาเข้าร่องเข้ารอย และเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้มีการเลือก สว. พิสดารเช่นนี้อีกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประเทศก็จะค่อย ๆ พ้นจากการเป็นประชาธิปไตยผีดิบ และเชื่อว่า หากคนผิดครั้งนี้ถูกลงโทษ กลุ่มอำนาจนิยมก็จะมีบทเรียนต่อการพยายามกินรวบประเทศไทย


ส่วนปัญหาการโกง สว. ตนคาดหวังการทำหน้าที่ของ กกต. นั้น นายสาทิตย์ ยอมรับว่า ตนขอถอนหายใจ 15 ครั้งรวด เพราะด้วยระบบอำนาจนิยม และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองอำนาจนิยม และมีกลไกยึดกุมกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้น จะต้องทำให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลกลับมามีประสิทธิภาพ ซึ่งคดีฮั้ว สว. ถือเป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาทั้งฝ่ายค้านและภาคประชาชนได้พลีชีพ ทั้งที่มีกระบวนการข่มขู่ แต่ก็ถือเป็นอนาคตประชาธิปไตยของประเทศ


ซึ่งในระยะเวลาที่เหลือไม่กี่วันก่อนที่ กกต. จะลงมตินั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนและนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ขู่ กกต. แต่ตนไม่ได้ขู่ ตนพูดจริง และพรรคประชาธิปัตย์เคยสู้กับ กกต. จน กกต. ติดคุกมาแล้ว ดังนั้น ประชาธิปัตย์จึงมีประสบการณ์


นายสาทิตย์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กกต. บางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะมีร่องรอยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ ทั้งคุณสมบัติกลุ่มอาชีพ และกระบวนการรับรองอาชีพที่ให้ผู้อื่นรับรองตนเอง หรือรับรองตัวเองที่เป็นกระบวนการที่หละหลวมอย่างยิ่ง ไม่มีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติ หรือตัวบ่งชี้อย่างชัดเจน และยังมีร่องรอยที่การเลือก สว. หลายพื้นที่ที่ กกต. ไม่ให้ผู้สังเกตการณ์ หรือสื่อมวลชนเข้าไปสังเกตการณ์ได้ จึงเป็นการรู้เห็นเป็นใจทำให้กระบวนการเลือก สว. เป็นระบบปิดที่มีการตกลงกันไว้แล้ว รวมถึงการเลือกระดับประเทศในรอบเช้า ที่มีผู้ร้องคัดค้านจำนวนมาก


แต่ กกต. กลับแถลงว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เสมือนเป็นการการันตี ทั้งที่มีคำร้องต่าง ๆ จนเกิดการเลือกในภาคบ่ายต่อ จึงถือเป็นการคิดกันไว้ก่อนหรือไม่ พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า ในรอบการคัดเลือกระดับอำเภอ กระทรวงมหาดไทย และนายอำเภอ มีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดถือว่ามีพิรุธ ดังนั้น เรื่องการขู่ กกต. ต่าง ๆ นั้น ตนพูดจริง

 

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค  

 

“วีระยุทธ” ชี้ความไม่ชอบมาพากลการเมืองส่งผลปากท้องประชาชน - ชี้กลไก ก.ก.ต.ส่งฟ้อง ส.ว.ผิดเพี้ยน เตือนระวังติดคุก 

 

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เชื่อว่า ประชาชนเริ่มตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากลทางการเมือง ที่เกี่ยวพันกับปากท้องประชาชน ผ่านองค์กรที่มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้น จึงส่งผลกระทบต่อประชาชน และองค์กรอิสระ ที่ควรทำหน้าที่ช่วยเป็นปากเป็นเสียงประชาชน ส่วนกระบวนการของ ก.ก.ต.จะส่งฟ้องคดีฮั้ว ส.ว.ไปยังศาลฎีกาหรือไม่นั้น นายวีระยุทธ เห็นว่า รับฟังครั้งใดก็รู้สึกว่าผิดเพี้ยน เพราะคนที่ถูกแต่งตั้ง จะกล้าส่งฟ้องผู้ที่แต่งตั้งตนเองเข้ามาหรือไม่ เพราะถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และตนก็ยังแปลกใจต่อกระบวนการวางกลไกนี้


พร้อมเตือน ก.ก.ต.ว่า จะต้องระวังโทษจำคุกด้วย แต่ในสังคมปัจจุบัน เมื่อต้องโทษจำคุกแล้ว ก็ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ จะต้องออกแบบให้คนกลัวคุกมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันเรือนจำไทยอาจอยู่สบาย เป็นพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้น ถ้าจะไปให้สุดทางการติดคุกอาจเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่จะต้องมีกระบวนการทำให้คนกลัวมากกว่านี้


นายวีระยุทธ ยังเตือนอีกว่า การเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองต่างกัน แต่ยังมี 21 ล้านเสียง ที่ยืนยันแล้วว่า จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นฉันทามติของประชาชนที่มาลงคะแนนร้อยละ 60 ที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเคารพเสียงนี้ เพราะประชาชนเห็นแล้วว่า ปัญหาไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และต้องกลับมาหารือร่วมกันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และกลไกอำนาจที่จะต้องสมดุล ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และองค์กรอิสระที่บางส่วนควรจะต้องมีอยู่และให้ยึดโยงประชาชนมากขึ้น หรือบางองค์กรจะต้องตัดไป รวมถึงองค์กรอิสระบางองค์กร ที่แม้ไม่ได้มีที่มาจาก ส.ว.โดยตรง แต่คณะกรรมการสรรหา ก็มาจากองค์กรอิสระที่มาจากกรรมการองค์กรอิสระที่มาจาก ส.ว.


ฝ่ายค้านจี้ กกต. ส่งศาลฎีกาฟันฮั้ว สว. เตือนระวัง ม.157

 

ข่าวล่าสุด