ทั้งนี้ เมื่อมีการนำเอไอมาใช้ประสิทธิภาพงานดีขึ้น และเมื่อเอาใช้ ก็จะต้องลดคนลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งบไอทีเพิ่ม งบไซเบอร์ security ก็เพิ่มเข้ามา แต่งบประมาณคนก็ยังเพิ่มอีก แต่งบทำงานกลับลดลง
นางสาววทันยา ยังกล่าวถึงการพิจารณางบประมาณในชั้นอนุกรรมาธิการด้วยว่า เป็นชั้นที่น่าสนใจ เพราะจะได้เห็นไส้ใน และสิ่งที่ สส.เราทำคือการตัดโครงการ แต่ไม่ใช่มาตัดรายละเอียดปลีกย่อย แต่มาดูว่าเอาไปใช้อะไร
ดังนั้นจึงมองว่า การกำหนดงบบริษัท คือการจะบอกวิชั่นว่าจะเดินไปทางไหน แต่งบประเทศไม่ได้บอกวิชั่นว่าเดินไปทางไหน ถ้าเป็นบริษัทล้มละลายไปแล้ว และงบที่จะต้องมาตัดเป็นรายโครงการ ก็จะมีไอเท็มราคามาประหลาดๆ เช่น เครื่องชงกาแฟของกรมสวัสดิการและพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้คนมาฝึกงาน เครื่องละ 4 แสน และถ้าจะใช้บริษัทไหนจะวนอยู่ 2-3 บริษัทเป็นคู่เทียบ และบางบริษัทมีรายได้หลักแสนบาท แต่ก็มาประกวดราคาหลักสิบหลักร้อยล้านได้ จึงมองว่า เรื่องพวกนี้ไม่ควรมาอยู่ในชั้น กมธ.แต่ควรมาดูเรื่องของความเหมาะสมการใช้งบมากกว่า
ตนเองก็ได้ขอใส่ไปในข้อสังเกตการพิจารณาด้วยว่า ภาษีของประชาชน งบทุกบาททุกสตางค์ควรถูกใช้อย่างระมัดระวังและคุ้มค่า แต่เราก็ไม่กล้าพูดว่าหน่วยงานราชการนั่งเทียนตัดแปะ แต่ไม่ได้วางเป้าหมายและวัตถุประสงค์จริงๆของความคาดหวังและผลลัพธ์ ดังนั้นในฐานะประชาชน ควรจะต้องใช้งบทุกบาททุกสตางค์ไปอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ ในชั้นอนุกรรมาธิการ ก็ยังพบความซ้ำซ้อนของโครงสร้างไอทีในแต่ละกระทรวง แต่ไม่ได้มีการวางโครงสร้างพื้นฐานว่าข้อมูลจะเชื่อมกันอย่างไรเลย
ขณะที่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวช่วงหนึ่งถึงการพิจารณางบประมาณในชั้นอนุกรรมาธิการฯ ว่า มองว่า เมื่อมีงบประมาณมีปัญหาก็มีการปรับตัว อย่างถนนหายไป 30% ก็ทำให้เห็นว่าเขาเข้าใจที่ยอมปรับลดงบ และในปีนี้ อนุกรรมาธิการฯที่ส่งไป ก็ให้กรมทางหลวงไปเคาะว่าเส้นที่จะสร้างใหม่ยาวจากไหนไปไหนให้เห็นในแผนที่ประเทศไทย ทำให้เห็นว่า ถนนไปกระจุกอยู่ที่ไหน ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า งบประมาณถนนไปกระจุกอยู่ที่อีสานใต้ แม้งบประมาณถนนถูกตัดออกไป แต่จำนวนโครงการเท่าเดิม โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าเกิน600ล้านบาท
และมองว่า ตลอดที่ตนเองเป็นกรรมาธิการมา 7 ปี อาจจะยังไม่เห็นอะไรตื่นเต้น แต่ก็ไปเจอเอกสารของกระทรวงศึกษาที่มีการหักค่าต๋งของโครงการเก็บไว้ที่ส่วนกลาง 40% เช่นโครงการปรับปรุงหลักสูตร เช่น ตั้งงบประมาณไว้ 1 ล้าน ใช้ได้แค่ 6 แสน อีก 40% ต้องปล่อยให้เป็นงบเหลือจ่าย แล้วเป็นแบบนี้ทุกโครงการ ซึ่งได้รับคำชี้แจงครั้งแรกว่า เป็นการหมุนเงิน
แต่พอถามไปเรื่อยๆ ก็บอกว่า มีสำนักงานเขตพื้นที่หลายจังหวัดเงินไม่พอต้องส่งไปให้ดำเนินงาน แต่พอถามไปจริงๆที่สำนักงบประมาณ ก็พบว่าเป็นการหักไว้ส่วนกลาง ที่รัฐมนตรีใช้ แต่ยังไม่ถึงขั้นทุจริตคอร์รัปชัน ยังตรวจไม่เจอถึงขั้นนั้น แล้วจึงเกิดคำถามว่าสภาจะอนุมัติไปให้ 100% ทำไม