เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.28 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายหลังจากการประชุมสุดยอดขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) ในเมืองหลวงของตุรกี
ทรัมป์ ถูกนำตัวออกจากเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี Boeing VC-25A ซึ่งมีผู้บันทึกภาพขณะที่เขาขึ้นเครื่องก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่นาที ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในพื้นที่คับแคบของรถบรรทุกอาหารที่จอดรออยู่
ภารกิจนี้ดำเนินการโดยที่บรรดานักข่าว หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางคนไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากยังคงเชื่อว่าตนเองอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับประธานาธิบดี แต่ในความเป็นจริง ทรัมป์ได้ถูกพาตัวออกจากตุรกีไปอย่างลับๆ ด้วยเครื่องบินทหาร C-32A ที่มีขนาดเล็กกว่า หลังจากหน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจพบภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่าเชื่อถือว่ามุ่งเป้าจะยิงขีปนาวุธใส่เครื่องบิน Air Force One ลำเดิม
รายงานข่าวเชิงลึก (Exclusive) ของหนังสือพิมพ์เดลี่เมล (DailyMail) ของอังกฤษ ระบุว่า ภายในรถบรรทุกอาหารที่คับแคบนั้น ยังมีบุคคลในวงในที่ทรัมป์ไว้วางใจที่สุดร่วมเดินทางไปด้วย ได้แก่ นาตาลี ฮาร์ป ผู้ช่วยฝ่ายบริหาร ซึ่งได้รับฉายาว่า "ปริ้นเตอร์มนุษย์" (Human Printer) โดยแหล่งข่าวเปรียบเธอเป็นจุดเชื่อมประสานงานหลักระหว่างประธานาธิบดีกับ วอลท์ นอตา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกกระแสระบุว่า แดน สกาวิโน่ รองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว เป็นบุคคลที่ 3 ที่ร่วมอัดแน่นอยู่ในรถบรรทุกอาหารในภารกิจหลบหลีกสุดลับนี้ด้วย
ภายในเวลาเพียง 60 วินาที บุคคลเหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ไปเทียบอยู่ข้างเครื่องบิน Air Force One ก่อนจะถูกหย่อนลงมายังลานจอดเครื่องบิน และถูกพาตัวไปยังเครื่องบินทหาร C-32A ที่จอดรออยู่ พร้อมทั้งถูกยกตัวขึ้นสู่ภายในเครื่องบินอย่างแนบเนียนเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต ในขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ทำหน้าที่เป็นตัวล่อด้วยการเดินขึ้นบันไดเครื่องบินทางทหารอย่างใจเย็น ราวกับกำลังขึ้นเครื่องตามปกติ
ในเวลาเดียวกัน สื่อมวลชนและทีมงานคนอื่นๆ ที่ร่วมคณะเดินทางกับทรัมป์ กลับไม่ได้ระแคะระคายในเรื่องนี้เลย และยังคงอยู่บนเครื่องบิน Air Force One ซึ่งในขณะนั้นได้กลายสภาพเป็นเพียง "เครื่องบินล่อเป้า" (Decoy) ไปเสียแล้ว
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเลือกฮาร์ปในวัย 35 ปี ให้ร่วมเดินทางไปกับประธานาธิบดีอย่างปลอดภัยนั้น เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่มีข้อสงสัย เนื่องจากเธอคือตัวเลือกแรกที่ทรัมป์ต้องการให้ร่วมทางไปด้วย โดยระบุว่าไม่มีใครในทีมที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีมากไปกว่าเธออีกแล้ว ส่วนฉายา "เครื่องพิมพ์มนุษย์" นั้นมาจากนิสัยส่วนตัวที่มักจะนำบทความและโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ประธานาธิบดีต้องการอ่านมาพิมพ์เป็นเอกสารให้เขาโดยเฉพาะ ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ฮาร์ป, นอตา และสกาวิโน คือ "สามทหารเสือ" คนสนิทของทรัมป์
แม้บุคคลเหล่านี้จะใกล้ชิดและมีความสำคัญต่อภารกิจของทรัมป์ แต่แหล่งข่าวได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า พวกเขาไม่ได้มีความสำคัญถึงขนาดที่จะต้องเสี่ยงชีวิตอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับบุคคลที่จะต้องขึ้นมารับช่วงต่อจากประธานาธิบดีและคณะรัฐบาล หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นจริงๆ
สำหรับบุคคลที่ยังคงอยู่บนเครื่องบิน Air Force One ลำเดิม ประกอบด้วยบุคคลสำคัญระดับสูง ได้แก่ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายคนสำคัญ, สตีเวน เฉิง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว และโมนิกา โครว์ลีย์ เอกอัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายพิธีการทูตแห่งสหรัฐอเมริกา โดยคณะดังกล่าวได้ออกเดินทางด้วยเที่ยวบินที่ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 45 นาที มุ่งหน้าสู่ฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ (RAF Mildenhall) ในสหราชอาณาจักร
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า รัฐมนตรีระดับสูงในคณะรัฐมนตรีอย่างรูบิโอและเบสเซนต์ต่างรับรู้ถึงแผนการเดินทางเส้นทางสำรองที่เป็นความลับของทรัมป์ แต่เจ้าหน้าที่ระดับรองลงมากลับไม่ทราบเลยว่ากำลังทำหน้าที่เป็นเป้าล่อ โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดกับรูบิโอกระซิบบอกว่า รัฐมนตรีบางคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าสามารถพูดแบบเดียวกันนี้กับทุกคนที่อยู่บนเครื่องได้หรือไม่ แหล่งข่าวยืนยันว่าแม้รัฐมนตรีระดับสูงจะทราบว่าทรัมป์ไม่ได้อยู่บนเครื่อง แต่แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามีใครบ้างที่เดินทางไปพร้อมกับผู้นำ
สำหรับบุคคลอื่นๆ ที่ร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบินลวง (Decoy Flight) ได้แก่ ไมค์ นีดแฮม รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ, วิลล์ ชาร์ฟ เลขานุการคณะทำงานประจำทำเนียบขาว, รอสส์ เวิร์ทธิงตัน ผู้อำนวยการฝ่ายร่างสุนทรพจน์, คริส แอมโบรซินี่ ผู้ช่วยส่วนตัวของทรัมป์ และริชาร์ด วอลเตอร์ส รองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว
แหล่งข่าวใกล้ชิดกับรูบิโอเปิดเผยว่า รูบิโอมีส่วนร่วมในการวางแผนปฏิบัติการทั้งหมดนี้ด้วยตนเอง แต่แผนดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นอย่างค่อนข้างเร่งด่วน หลังจากได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่ระบุเจาะจงในวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี ซึ่งมีข้อมูลความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือต่อเครื่องบิน Air Force One เกี่ยวข้องกับอาวุธประเภทขีปนาวุธนำวิถีแบบประทับบ่า (Shoulder-fired missile) จนนำไปสู่การวางแผนการเดินทางทางอากาศทางเลือกสำหรับประธานาธิบดีและคณะทำงานบางส่วนในที่สุด
"คนกลุ่มนี้คือคนที่ประธานาธิบดีพูดคุยด้วยทุกวัน ท่านทราบดีว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน มีเพียงไม่กี่คนที่รับรู้เรื่องแผนการนี้ ดังนั้นการที่ข้อมูลรั่วไหลออกไปจึงถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง" แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ปิดบังเรื่องการสับเปลี่ยนเครื่องบินอย่างแนบเนียนจากสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางมานานกว่าหนึ่งเดือน แต่หลังจากที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ (Washington Post) นำเสนอข่าวเรื่องการหลบหนีทางรถบรรทุกอาหารในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ก็ได้ออกมายืนยันด้วยตนเองว่าเขาได้สับเปลี่ยนเครื่องบินอย่างลับๆ จริง
โดยทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร (11 สิงหาคม) ที่ผ่านมาว่า "ผมก็แค่ทำตามที่พวกเขาต้องการ ผมปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) และกองทัพ พวกเขาต้องการให้ผมเดินทางด้วยเที่ยวบินอื่น หรือเครื่องบินอีกลำหนึ่ง... ผมก็ทำตามที่พวกเขาบอก และจริงๆ แล้วผมคิดว่าเครื่องบินลำที่ผมนั่งไปนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าเสียอีก ผมคิดว่ามันเสี่ยงกว่า เพราะนั่นน่าจะเป็นเครื่องบินที่พวกเขา (อิหร่าน) น่าจะเลือกเป็นเป้าหมายมากกว่า"
แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของทรัมป์ ระบุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้กลยุทธ์ "Ghost Flight" (เที่ยวบินลวง) แต่ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์เฉพาะเจาะจง โดยระบุว่าระหว่างการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 ได้มีการใช้เครื่องบินหลายลำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่เครื่องบิน Air Force One เพียงลำเดียวเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภัยคุกคาม หน่วยงานอารักขาจะจัดให้เจ้าหน้าที่แยกกันเดินทางในเครื่องบินหลายลำอยู่เสมอ
สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ระดับภัยคุกคามที่มีต่อประธานาธิบดีพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด โดยในกรุงเตหะรานมีการนำป้ายขนาดใหญ่สั่งทำพิเศษมาแขวนไว้ที่จัตุรัสทาจริช (Tajrish Square) ซึ่งแสดงภาพของทรัมป์อยู่ภายในเป้าเล็งสีแดงฉานพร้อมข้อความขู่ว่า "จะมีการนองเลือด" (There will be blood)
นอกจากนี้ สื่อของทางการอิหร่านยังได้ยกระดับการคุกคามไปยังครอบครัวของประธานาธิบดี ด้วยการเผยแพร่วิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีเนื้อหาคุกคามนางสาวเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และเด็กชายบาร์รอน บุตรชายคนเล็กของทรัมป์ แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีคำชี้แจงใดๆ ออกมาจากทางทำเนียบขาวก็ตาม