เนชั่นทีวี

ข่าว

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้า ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย

14 ส.ค. 2569 | prisana_tha

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้า ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างส่วนราชการ สั่งทบทวน ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย จาก 10,010 หน่วย ใน 3 เดือน

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างส่วนราชการ สั่งทบทวน ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย จาก 10,010 หน่วย ใน 3 เดือน

KEY

POINTS

  • ครม.ไฟเขียวรื้อโครงสร้างราชการภูมิภาค ยกเลิกมติเดิมปี 2550 และ 2560 หลังพบหน่วยงานในภูมิภาค 10,010 แห่ง ทำงานซ้ำซ้อนและบางส่วนไม่สอดคล้องกฎหมาย
  • จ่อทบทวน 3,708 หน่วยงาน หรือราว 1 ใน 3 ของหน่วยงานทั้งหมด พร้อมสั่งห้ามตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่ม และให้พิจารณายุบ-รวมภารกิจหรือถ่ายโอนให้ท้องถิ่น
  • ชู “One Roof” และดิจิทัลลดคน-ลดงบ ให้หน่วยงานในกระทรวงเดียวกันรวมอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียว พร้อมใช้ e-Service แทนภารกิจที่ทำผ่านระบบออนไลน์ได้

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยเริ่มจากการปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนกลางในภูมิภาค ที่อาจมีการยุบและควบรวมถึง 3,708 หน่วยงาน

 

โดยข้อมูลในเดือน มิ.ย.2569 มีส่วนกลางในภูมิภาคจำนวน 10,010 หน่วยงาน เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากก่อนปี 2560 ที่มี 9,990 หน่วยงาน

 

ทั้งนี้ หน่วยงานระดับกรมหลายแห่ง ตั้งหน่วยงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้น อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) , สำนักงบประมาณ , กรมศุลกากร , กรมทรัพยากรธรณี , กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม , กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

 

รวมทั้งเมื่อจำแนกหน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนราชการส่วนภูมิภาคระดับจังหวัด 2,496 หน่วยงาน และ ระดับอำเภอ 5,321 หน่วยงาน รวม 7,817 หน่วยงาน 2.หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาครวม 2,193 หน่วยงาน

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้า ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย

 

ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าว ไม่รวมกระทรวงที่มี พ.ร.บ.เป็นการเฉพาะ คือ กระทรวงกลาโหม , กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

 

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประเมินผลกระทบการทำงานส่วนราชการในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 7,842 หน่วยงาน มีบุคลากรรัฐปฏิบัติงานในภูมิภาคถึง 438,470 คน ครอบคลุมข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างประจำ ซึ่งเกิดความซ้ำซ้อนการทำงาน รวมถึงประชาชนสับสนและไม่สะท้อนความคุ้มค่า

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ส.ค.2569 เห็นชอบตามข้อเสนอ ก.พ.ร. ให้ยกเลิก มติ ครม.วันที่ 4 เม.ย.2560 เรื่องการปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้อง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และยกเลิก มติ ครม.วันที่ 18 ก.ย.2550 เรื่องแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ 

 

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้า ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย

รัฐบาลชี้ซ้ำซ้อน-กฎหมาย ไม่รองรับ

 

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเนื่องจากมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาแต่ละจังหวัด โดยทำงานทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด และมีลักษณะกฎหมายไม่รองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 

 

รวมทั้งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ก.พ.ร. มีมติชัดเจนให้เปลี่ยนสภาพหน่วยงานเหล่านี้ จากการเป็นสำนักงานสาขาไปสู่การใช้ระบบออนไลน์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาให้บริการประชาชนแทน และให้บุคลากรสามารถโอนย้ายกลับส่วนกลางหรือเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดตามความสมัครใจ

 

สั่งห้ามเพิ่มหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค

 

ทั้งนี้ มติ ครม. มีมติให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาคดำเนินการ ดังนี้

 

1.ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ 

 

ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาคในระยะเวลา 1 ปี และกำหนดให้เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ ครม.มีมติเห็นชอบ

 

รีดไขมันครั้งใหญ่! รัฐบาลเดินหน้า ยุบ-ควบรวม “ส่วนกลางในภูมิภาค” 3,708 หน่วย

 

2.ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ

 

3.ให้ส่วนราชการตามข้อ 2 และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรี ในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน โดยชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ

 

4.ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมาย ในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของ ครม.ในการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน

 

5.กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร.ก่อนการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายนั้น

 

หน่วยงานเข้าข่ายทบทวน 3,708 แห่ง

 

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ข้อเสนอการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาคและราชการส่วนภูมิภาค โดยถือเป็นแผนงานสำคัญในการปฏิรูปเพื่อลดกำลังคนในส่วนราชการที่ซ้ำซ้อน ซึ่งนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานราชการมากขึ้น

 

รวมทั้ง จากการตรวจสอบข้อมูลของ ก.พ.ร. พบว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานตั้งอยู่ในภูมิภาคสูงถึง 10,010 หน่วยงาน โดยในจำนวนนี้มีหน่วยงานที่เข้าข่ายต้องทบทวนความจำเป็นเร่งด่วน 3,708 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศกำหนด จนทำให้เกิดภาวะหน่วยงานล้นและปฏิบัติงานทับซ้อนกันในพื้นที่เดียว

 

“สนง.คลังเขต-แขวงทางหลวง” เข้าข่าย

 

รวมทั้งยกตัวอย่างของหน่วยงาน**กลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายสู่กระบวนการพิจารณา เช่น สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง , แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม , แขวงทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม , ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

 

ทั้งนี้การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมกรอบอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวม 438,870 คน โดยรัฐบาลสั่งการทุกกระทรวงตรวจสอบและยืนยันความจำเป็นของหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่จังหวัด แล้วจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงส่งให้ ก.พ.ร. ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่ ครม.เห็นชอบ

 

ชูโมเดล “One Roof” และเทคโนโลยีดิจิทัล

 

แหล่งข่าว กล่าวว่า แนวทางหลักในการจัดระเบียบใหม่จะเน้นที่ 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 

 

1.การจัดรูปแบบ One Roof คือ การควบรวมส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเดียวกันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันให้มาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อความเป็นเอกภาพและลดค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการ เช่น กรณีสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ที่เป็นศูนย์รวมภารกิจกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นโมเดลในการจัดรูปแบบ One Roof

 

2.การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคน โดยปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล (e-Service) มาทดแทนในภารกิจที่ดำเนินการผ่านระบบได้ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานใหม่และลดการใช้ทรัพยากรบุคคลระยะยาว 

 

ทั้งนี้ มีเป้าหมายสุดท้ายของแผนการเพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายภาครัฐระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนให้รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และคุ้มค่าต่อทรัพยากรของชาติสูงสุด

 

“ศุลกากร” ชี้แจงความจำเป็นพร้อมใช้เทคโนโลยี

 

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มติ ครม.เกี่ยวกับการจัดระเบียบส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาคที่ระบุให้หน่วยงานในภูมิภาค รวมถึงกรมศุลกากรทบทวนการดำเนินงานและความจำเป็นของหน่วยงานในภูมิภาคทั้งด่านศุลกากรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตนยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของมติดังกล่าว

 

รวมทั้งคาดว่า การออกนโยบายทบทวนโครงสร้างภาครัฐในลักษณะนี้ จะเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงานไม่ใช่เพียงกรมศุลกากรเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาเนื้อหาสาระในแต่ละตำแหน่งหรืออัตรากำลังอย่างรอบคอบ และต้องใช้เวลาพอสมควร

 

“ประเด็นคือ เรายังไม่เห็นข้อมูล เขายังไม่ได้ส่งมา แต่เราก็ต้องไปแก้ต่างให้หน่วยงานเรา โดยพิจารณาจากที่เขาขอทบทวนในอัตราไหน ตำแหน่งไหน ที่จังหวัดไหน ประเด็นเหล่านี้ต้องไปในดูรายละเอียด”

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ของแนวทางการบริหารจัดการ หากมีความจำเป็นต้องทบทวนหรือยุบเลิกด่านศุลกากรบางแห่ง ก็อาจใช้วิธีเกลี่ยอัตรากำลังพล รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

 

“หน่วยงานไหนที่ไม่จำเป็นก็อาจจะยุบเลิกแล้วเกลี่ยใช้อัตรากำลังเอา แล้วเราก็จะดูว่าเราใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยได้หรือไม่”

 

ทั้งนี้ กรมศุลกากร จะร่วมศึกษาและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมอีกครั้ง หากได้รับข้อมูลปลีกย่อยที่สมบูรณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวล่าสุด