นายอาสพลธ์ ยังระบุว่า หลัง DSI มาสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว ตนจะขอข้อมูล เพื่อส่งให้กับ ปปง.เพราะเป็นความผิดมูลฐาน และนำคนผิดมาลงโทษในคดีแพ่ง แยกกับส่วน DSI ซึ่งเป็นคดีอาญา หากพบว่า เป็นการหลอกลวงก็จะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หรือ หากปรากฏหลักฐานที่ทำเป็นกระบวนการ ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และสุดท้ายถ้า DSI สามารถสอบปากคำเพิ่มเติม และได้ข้อเท็จจริงมาโยงกับคดีใหญ่ส่วนกลาง คดีที่จังหวัดศรีสะเกษ จะผูกรวมเข้าไป ป.ป.ช.นอกจากมีรายชื่อ 6,000 กว่า ยังจะเพิ่มเข้าไปในคดีใหญ่อีก
นายอาสพลธ์ ย้ำว่า ทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้ทำ MOU 5 หน่วยงานแล้ว ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ส่งรายชื่อ 5,925 รายให้กับคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. และได้ส่งต่อให้คณะกรรมการกลาง เพื่อส่งให้กองจังหวัดทั่วประเทศแล้ว ดังนั้น จึงมีคำถามว่า 5,925 ราย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะส่งให้กับ ปปง. และ ป.ป.ช. รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำ MOU ด้วยเมื่อใด เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้มาผนวกข้อมูลรวมกัน เพราะถ้าข้อมูลหลักอยู่ที่ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.ส่งมาให้ ปปง. 200 ราย ปปง.ก็ตรวจได้แค่ 200 ราย แต่ผู้ทุจริตมี 5,925 ราย จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งข้อมูลให้ ปปง. เพื่อตรวจสอบต่อด้วย เพราะจะเอาผิดคนเพียงไม่กี่คนไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นการตัดตอน และถ้า ปปง. สอบ 5,925 คน เงินโยงไปโยงมาจนถึงระดับ 11 หรือ สูงกว่านั้น ก็ต้องว่ากันไป และต้องจัดการทั้งหมด