สำนักข่าวรอยเตอร์ เปิดเผยคำบอกเล่าของ “น้องขิม” นักเรียนหญิงวัย 14 ปี หนึ่งในผู้ที่อยู่ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ขณะเกิดเหตุกราดยิงเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา
น้องขิม เล่าว่า เมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น เธอและเพื่อนๆ ยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงพากันมองลงไปจากระเบียง เพราะคิดว่าอาจเป็นเสียงที่ดังมาจากพื้นที่ก่อสร้าง แต่ไม่นานกลับมีเสียงดังคล้ายปืนตามมาอีกหลายนัด ทำให้ครูรีบพานักเรียนทั้งหมดกลับเข้าไปในห้องเรียน ก่อนตรวจสอบข้อความในกลุ่มและแจ้งกับทุกคนว่า ขณะนั้นมีมือปืนอยู่ภายในอาคาร
ทันทีที่รู้ว่าเกิดเหตุร้าย นักเรียนช่วยกันเคลื่อนโต๊ะไปขวางประตู ปิดไฟ และรวมตัวกันหลบอยู่บริเวณใกล้หน้าต่าง โดยพยายามไม่ส่งเสียง
“แม่อย่าโทรมา” นักเรียนเล่านาทีซ่อนตัวหลบมือปืน
เปิดคำบอกเล่า "น้องขิม" นักเรียน ม.2 ซ่อนตัวเงียบใต้โต๊ะ เล่าเหตุการณ์ระทึกครูสั่งปิดไฟล็อกห้อง มือปืนอยู่ห่างเพียงไม่กี่ห้อง แชตบอกแม่ "อย่าโทรมากลัวเสียงดัง"
น้องขิม เล่าอีกว่า ระหว่างติดอยู่ภายในห้องเรียนบนอาคาร 5 ตนเองพยายามติดตามสถานการณ์ผ่านข้อความในแท็บเล็ต ก่อนพบว่าพี่สาวของตัวเองก็กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเรียนของอาคาร 4 ซึ่งอยู่ติดกัน
ในเวลาเดียวกัน แม่ได้ส่งข้อความมาเตือนว่ามีมือปืนอยู่ในโรงเรียน ตนจึงตอบกลับไปว่าเธอ "รู้แล้ว" พร้อมบอกแม่ว่า “แม่อย่าโทรหาหนูนะ เพราะเสียงเรียกเข้าอาจดังขึ้นมา”
ขณะที่ในกลุ่มแชตของนักเรียนเริ่มมีการส่งต่อภาพของผู้ก่อเหตุขณะเดินอยู่ภายในโรงเรียน ซึ่งจากข้อมูลที่รายงานไว้ โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนมากกว่า 3,000 คน และครูเกือบ 150 คน
น้องขิม เล่าว่า ความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อทราบว่าขณะนั้นผู้ก่อเหตุอยู่บริเวณทางเดิน ห่างจากห้องที่เธอหลบซ่อนอยู่เพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นาน ครูจึงแจ้งให้นักเรียนเตรียมอพยพออกจากห้อง หลังตำรวจสามารถควบคุมพื้นที่บางส่วนของโรงเรียนได้แล้ว แต่ขณะนั้นผู้ก่อเหตุได้เคลื่อนตัวไปยังอาคาร 4 ซึ่งเป็นจุดที่พี่สาวของตนยังคงหลบซ่อนอยู่
แม่ตั้งสติให้ลูก “นับเสียงปืน” ก่อนสายโทรศัพท์ตัด
ขณะที่ทางด้าน แม่ของน้องขิม วัย 52 ปี มีอาชีพเป็นพยาบาล เล่าว่าขณะเกิดเหตุตนเองกำลังเข้าเวรอยู่ที่โรงพยาบาล ก่อนจะได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวคนโตด้วยอาการตื่นตระหนก แจ้งว่าเกิดเหตุยิงกันภายในโรงเรียน
จากข้อมูลที่ลูกสาวได้รับผ่านกลุ่มแชตนักเรียน ตนเองประเมินว่าผู้ก่อเหตุน่าจะใช้อาวุธปืนพก จึงพยายามตั้งสติและบอกให้ลูกสาวช่วยนับจำนวนเสียงปืน เพราะประเมินว่าแม็กกาซีนของปืนพกน่าจะบรรจุกระสุนได้ประมาณ 15-20 นัด
ระหว่างที่ตนยังคุยโทรศัพท์กับลูก เสียงปืนค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา จนกระทั่งมาถึงอาคารที่ลูกสาวหลบซ่อนอยู่ ตนจึงใช้โทรศัพท์อีกเครื่องโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน และได้รับแจ้งว่าตำรวจ รวมถึงหน่วยปฏิบัติการเฉพาะทาง เดินทางถึงโรงเรียนแล้ว
แต่จู่ๆ สายโทรศัพท์ของลูกสาวกลับตัดไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน ขณะนั้นตนทำได้เพียงสวดภาวนา ขอให้ลูกปลอดภัย กระทั่งไม่กี่นาทีต่อมา ลูกสาวโทรกลับมาอีกครั้ง และบอกว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บ
“น้องขิม” เผยรักพี่สาวมากขึ้นหลังรอดเหตุกราดยิง
หลายชั่วโมงหลังเหตุการณ์ ครอบครัวจึงได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งที่บ้านพักในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน
หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย น้องขิมพูดถึงความรู้สึกเมื่อได้พบพี่สาวอีกครั้งว่า ตามปกติทั้งคู่เป็นพี่น้องที่ทะเลาะกันอยู่เสมอ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ความรู้สึกทุกอย่างเปลี่ยนไป
น้องขิม บอกว่า “ปกติเวลาอยู่ด้วยกัน เราทะเลาะกันตลอด แต่พอได้เห็นพี่อีกครั้ง หนูไม่เคยรู้สึกรักพี่มากเท่านี้มาก่อน”
นี่คือคำพูดสั้นๆ ที่สะท้อนความรู้สึกของเด็กวัย 14 ปี หลังต้องผ่านช่วงเวลาเกือบ 40 นาทีที่ไม่รู้ว่า ตัวเอง พี่สาว และเพื่อนๆ จะได้ออกจากโรงเรียนอย่างปลอดภัยหรือไม่