แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มงวดมากขึ้น มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนบทลงโทษหนักทั้งผู้ครอบครองและผู้จำหน่าย แต่จุดอ่อนสำคัญในปัจจุบัน คือเรื่องการตลาดออนไลน์ที่ยังเป็นปัญหา สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายและเร็วมาก ทั้งนี้ เราขอชื่นชมที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา คือ
1.สร้างการตระหนักรู้ เท่าทันพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า และโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญา
2.สถานศึกษา สถานที่ทำงาน ต้องจัดให้มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป็นเขตปลอดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า
3.สอดส่องดูแลป้องกันมิให้ผู้เรียนและบุคลากรเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งการสูบ จำหน่าย ครอบครอง หรือสนับสนุน
4.หากตรวจพบถูกร้องเรียน หรือน่าสงสัยว่าบุคลากรเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และยังมีอีกหลายมาตรการตามมาเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ก็ยังห่วงเรื่องความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของครู ว่าสามารถทำอะไรได้แค่ไหนเมื่อพบบุหรี่ไฟฟ้า จะดำเนินการต่ออย่างไร
ด้านนางสาวศุภัทรา ภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า สถานการณ์การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้ายังน่าห่วงโดยเฉพาะทางออนไลน์ จากข้อมูลผลการเฝ้าระวังของสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่ายช่วงไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 พบว่ายังมีการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน ออนไลน์ถึง 83 ช่องทาง แบ่งเป็น เว็บไซต์ 54 ช่องทาง ผ่านแอปพลิเคชัน 29 บัญชีรายชื่อ และยังพบการโฆษณาผ่านกลุ่มปิดทางเฟสบุ๊ก 44.8% การโฆษณาผ่าน X หรือ Twitter 34.5% และInstagram 20.7% เป็นช่องทางสื่อสารภาพลักษณ์เชิงบวกระหว่างบุคคลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น (Micro Influencers) กับบุหรี่ไฟฟ้า และยังมีบริการส่งถึงที่ภายใน 180 นาทีอีกด้วย