นายแพทย์ทรงยศ ชญานินปรเมศ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลสมุย เปิดเผยว่า ยาเสพติดทำให้ลูกหลานชาวสมุยตายก่อนวัยอันควร ทั้งจากการเสพเกินขนาดหรือการฆ่าตัวตายซึ่งมีผลจากการใช้ยาเสพติด โดยลูกหลานชาวสมุยที่มีบัตรประชาชนเป็นคนสมุยอายุตั้งแต่ 20 ปีถึง 40 ปี เสียชีวิตจากยาเสพติดสูงถึง 1 ใน 3
ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะมาก ใน 1 ปีทำให้อายุของคนสมุยหายไปราวๆ 2,000 ปี นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบว่าสารเสพติดมีส่วนทำให้เยาวชนไทยในช่วงอายุ 20 ถึง 40 ปี เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 35.82%
ด้าน แพทย์หญิงบุญกุล โลกะพันธ์ จิตแพทย์ ระบุว่า เนื่องจากสมุยเป็นพื้นที่เกาะ มีทั้งคนประจำถิ่นและประชากรแฝงที่เป็นนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ ทำให้มีกลุ่มที่ใช้สารเสพติดที่แปลกไปจากที่ใช้ในประเทศไทย การรับมือจึงต้องมีความพร้อมที่เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น รวมถึงความยากในการประสานงานโดยเฉพาะเคสชาวต่างชาติที่ต้องใช้หลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจท่องเที่ยว และสถานทูต เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย
บริบทของเกาะสมุยทำให้รูปแบบการแพร่ระบาดต่างจากชุมชนทั่วไป แม้ "เมทแอมเฟตามีน" จะครองแชมป์สูงสุด แต่ "เฮโรอีน" กลับแพร่ระบาดตามมาติดๆ ในสัดส่วนที่ไม่ห่างกันมากนัก เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้
โรงพยาบาลเกาะสมุยจึงผนึกกำลังร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทย ขับเคลื่อน "คลินิกให้ยาเมทาโดนทดแทน" เพื่อดึงผู้ติดเฮโรอีนเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง ลดอันตรายจากการใช้ยา โดยมีทั้งผู้เสพชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมบำบัด พร้อมด้วยสำนักงาน ป.ป.ส. ที่เข้ามาช่วยเหลือและดูแลงานพันธกิจด้านการบำบัดรักษาในพื้นที่
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเสพยาบนเกาะสมุยยังเริ่มเปลี่ยนทิศหลังการปลดล็อกกัญชา ส่งผลให้ผู้เสพหันมาใช้กัญชาเป็นสารเสพติดทดแทนมากยิ่งขึ้น สะท้อนได้จากยอดผู้ป่วยใน (IPD) จากกัญชาที่ทะลักเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เสียงสะท้อนจากบุคลากรทางการแพทย์ยังเปิดเผยความจริงอันน่าสะเทือนใจว่า ผู้ป่วยเยาวชนที่เข้ารับการบำบัดอายุน้อยที่สุดเพียง 13 ปี และจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วงจรตมมืดนี้ กลับมาจากการหยิบยื่นของ "คนในครอบครัว" สะท้อนให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดได้เจาะลึกเข้าถึงเด็กเล็กโดยปราศจากเกราะป้องกันในบ้าน ซ้ำร้ายครอบครัวกลับกลายเป็นผู้หยิบยื่นพิษร้ายเสียเอง
เมื่อ "บ้าน" ที่ควรเป็นเกราะป้องกัน กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยร้าย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จึงต้องเร่งขับเคลื่อนกระบวนการทำงานเชิงรุก โดยประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคการศึกษาและภาคประชาชน เพื่อสร้าง "วัคซีนป้องกันยาเสพติด" ให้กับเด็กเล็กผ่านการพัฒนาทักษะสมอง
โดยนางอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำถึงระบบการเรียนการสอนแบบ Executive Functions หรือ EF
โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่โดดเด่นในการประยุกต์ใช้แนวคิด EF เข้ามาเจียระไนระบบความคิดของเด็กนักเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการท่องจำบทเรียน แต่คือการปลูกฝังกระบวนการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจโดยใช้เหตุและผล ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าพูด กล้าปฏิเสธเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งล่อแหลม และกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตที่เข้มแข็งตั้งแต่ช่วงปฐมวัย
แนวคิด Executive Functions (EF) จึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีการพัฒนาเด็กทั่วไป แต่กำลังถูกมองเป็น "แสงสว่างและความหวังใหม่" ที่จะเข้ามาแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับรากฐาน ขณะที่ สำนักงาน ป.ป.ส. เดินหน้าจับมือสถานศึกษาทั่วประเทศ ผลักดันกระบวนการเรียนรู้แบบ EF ให้กลายเป็นเกราะป้องกันตัวขั้นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ช่วยให้เยาวชนไทยมีภูมิคุ้มกันทางความคิด ตัดวงจรปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน "โครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน" และการสร้างโอกาสเสริมสร้างทักษะอาชีพใหม่ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำอำเภอเกาะสมุย
นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จริงเพื่อสัมผัสสถานการณ์ รับฟังปัญหา และเจาะลึกระบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หวังสร้างความเข้าใจและดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานรอบด้านในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับมหภาคอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ทีมข่าว "สืบสวนความจริง" NationTV22