ส่วนในระยะยาว ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่า สงครามและความไม่แน่นอนด้านพลังงานจะยิ่งบีบให้หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงพลังงาน ประเทศไทยซึ่งยังต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หากราคาพลังงานโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งนโยบายตรึงราคาพลังงานหรือการใช้เงินกองทุนเพื่อกดราคาน้ำมันอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้เพียงระยะสั้น แต่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากราคาพลังงานโลกยังคงสูงเป็นเวลานาน ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในระยะยาวจึงอยู่ที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความสามารถในการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลก
“สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐ จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจโลก และทดสอบความสามารถของผู้นำประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย ในการรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น”
ดร.แดน ระบุว่า ภาวะผู้นำของไทยในวิกฤตสงครามสหรัฐ – อิหร่านครั้งนี้ ตนยึดจากหนังสือ นำและบริหารยามวิกฤต: บทเรียนจากช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 เพื่อเป็นแนวทางของผู้นำในการบริหารในสภาวะวิกฤต ซึ่งเกิดจากการถอดบทเรียน ภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรมของผู้นำในอดีต ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับวิกฤตต่าง ๆ ที่ผู้นำต้องเผชิญในอนาคตรวมถึงในวิกฤตสงครามอิหร่าน – สหรัฐครั้งนี้ด้วย
โดยมองว่า ผู้นำต้องจับสัญญาณวิกฤตได้เร็วสุด ในยามที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ผู้นำประเทศต้องมีความสามารถสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การจับสัญญาณของวิกฤตให้ได้ก่อนเวลา เพราะวิกฤตขนาดใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่คำถามคือผู้นำมองเห็นหรือไม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยจำนวนมากมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเมืองภายใน จนไม่ได้เปิดสายตาให้กว้างพอที่จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งที่สัญญาณของความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงของสงครามได้ปรากฏมานานแล้ว
ผู้นำที่ดีจึงต้องมี ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่สามารถจับสัญญาณของวิกฤตได้ก่อนที่เหตุการณ์จะปะทุ เพราะวิกฤตสงครามไม่ได้เกิดโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับวิกฤตอื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงของประเทศ ผู้นำจึงต้องเข้าใจโลก เข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจการเมืองระหว่างประเทศ และเข้าใจประเทศไทยทั้งระดับบนสุดจนถึงระดับรากหญ้า การเมืองของประเทศไม่ควรเป็นเพียงเกมแย่งชิงอำนาจ แต่ต้องเป็นการเฝ้าระวังทิศทางของโลกและเตรียมประเทศให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
นอกจากนี้ ผู้นำต้องรวบรวมข้อมูลได้เร็วสุด เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณของวิกฤตแล้ว สิ่งที่ผู้นำต้องทำต่อไปคือ การสร้างระบบรวบรวมข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะในโลกยุคปัจจุบัน ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล แต่ปัญหาคือการแยกแยะว่าอะไรคือข้อมูลจริงที่สำคัญ และอะไรคือเสียงรบกวนที่ไม่จำเป็น ผู้นำต้องสามารถคัดกรองข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีระบบ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทาง ทั้งข้อมูลจากหน่วยงานภายในประเทศ และข้อมูลจากเครือข่ายในต่างประเทศ เช่น สถานทูต ทูตทหาร และทูตพาณิชย์ของไทยทั่วโลก เพื่อให้ข้อมูลสำคัญไหลเข้าสู่ศูนย์บัญชาการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ผู้นำควรมี “วอร์รูม” หรือศูนย์บัญชาการข้อมูลที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งข้อมูลจากทั่วโลกจะไหลเข้ามาทุกวันแบบเรียลไทม์ มีทีมวิเคราะห์ มีหน่วยจับประเด็น และมีระบบสรุปข้อมูลเพื่อบรีฟนายกรัฐมนตรีอย่างมืออาชีพ
“การบรีฟผู้นำต้องไม่ใช่เพียงการเก็บข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อทั่วไป แต่ต้องเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ผ่านการวิเคราะห์จริง ประเทศไทยยังขาดระบบลักษณะนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ผมได้เสนอแนวคิดเรื่องวอร์รูมและระบบรวบรวมข้อมูลระดับชาติไว้มาเป็นเวลากว่าสามสิบกว่าปี เพราะการบริหารประเทศในยุควิกฤตต้องอาศัย “มันสมองของประเทศ” ที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างลึกและแม่นยำ”
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ผู้นำประเทศต้องคาดการณ์วิกฤตได้เร็วสุด เมื่อมีข้อมูลแล้ว ความสามารถที่สำคัญยิ่งของผู้นำคือ การคาดการณ์อนาคต ผู้นำต้องมองสถานการณ์เหมือนการเล่นหมากรุก ที่ต้องคิดล่วงหน้าไม่ใช่เพียงหนึ่งก้าว แต่ต้องคิดล่วงหน้าหลายก้าว วิเคราะห์ผลกระทบระลอกที่สองและระลอกที่สามของเหตุการณ์ ไม่ใช่เพียงตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ มหาอำนาจมักพยายามบีบประเทศขนาดกลางให้เลือกข้าง หากประเทศไทยเดินผิดพลาด อาจกลายเป็นเป้ากดดันจากทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ผู้นำต้องวิเคราะห์ฉากทัศน์หลายรูปแบบ ทั้ง ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด และฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แล้วพิจารณาว่าประเทศควรเดินอย่างไร
“ประเทศไทยควรเดินในทิศทางที่ ไม่เลือกข้าง แต่ทำให้ทุกฝ่ายยังต้องการให้ประเทศไทยปลอดภัยและเป็นมิตร นั่นคือการวางตำแหน่งของประเทศอย่างชาญฉลาดในเวทีโลก ไม่ให้ใครมองว่าเราเป็นศัตรู แต่ก็ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
ทั้งนี้ ผู้นำต้องวางแผนป้องกันได้เร็วสุด การบริหารประเทศในยามวิกฤตไม่ใช่การรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยแก้ไข แต่ต้อง วางแผนป้องกันล่วงหน้า เมื่อเห็นสัญญาณของวิกฤต ผู้นำต้องเตรียมแผนรับมือทันที ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายทางการทูตทั้งทางเปิดและทางลับกับประเทศต่าง ๆ การประสานงานกับประเทศในภูมิภาค เช่น อาเซียน หรือการสร้างเครือข่าย กับทั้งประเทศที่ใกล้ชิดจีนและประเทศที่ใกล้ชิดตะวันตก ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ผู้นำต้องเตรียมแผนรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากเส้นทางเดินเรือหรือการบินได้รับผลกระทบจากสงคราม ประเทศไทยจะจัดการอย่างไร หากเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ประเทศมีระบบสำรองพลังงานเพียงพอหรือไม่ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศไทยมีมาตรการเศรษฐกิจชั่วคราวเพื่อประคองสถานการณ์ อย่างไรโดยไม่ทำลายแผนพัฒนาระยะยาว ซึ่งการเตรียมแผนล่วงหน้าเช่นนี้ต้องสามารถ กดปุ่มใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ใช่เริ่มคิดหลังจากวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว
ท้ายสุด ผู้นำต้องปฏิบัติก่อนวิกฤตได้เร็วสุด ผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าตัดสินใจและลงมือปฏิบัติก่อนที่วิกฤตจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลที่เพียงพอ แม้อาจไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่ต้องตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสม ไม่ช้าเกินไปจนประเทศเสียโอกาส และไม่เร็วเกินไปจนขาดข้อมูลสนับสนุน การบริหารวิกฤตควรมี ระบบประเมินสถานการณ์อย่างเป็นขั้นตอน เช่น การแบ่งสถานการณ์ออกเป็นสามระดับ คือ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง สีเขียวหมายถึงสถานการณ์ปกติ สีเหลืองคือสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง และสีแดงคือสถานการณ์อันตรายที่ต้องใช้มาตรการเร่งด่วน
ระบบเช่นนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐ ภาวะผู้นำของประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในยามวิกฤต การเลือกผู้นำให้ถูกคน ถูกเวลา และถูกบริบท อาจเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของชาติได้ ประวัติศาสตร์เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วินสตัน เชอร์ชิลก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของอังกฤษในช่วงที่ประเทศกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อเยอรมัน แม้เขาจะไม่ใช่ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็นผู้นำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้
“บทเรียนสำคัญคือ ประเทศที่ฉลาดต้องเลือกผู้นำด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยอคติหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ต้องดูว่าใครทำงานได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในยามวิกฤต เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ หากผู้นำไทยไม่ตระหนักถึงแรงกดดันจากโลกภายนอก แต่ยังมัวเล่นเกมอำนาจ และแบ่งโควตาทางการเมืองกัน ตามพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ เอามือสมัครเล่นหรือผู้ที่หิวโหยผลประโยชน์เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ก็จะยิ่งทำให้การบริหารประเทศในยามวิกฤตอ่อนแอลงและเท่ากับว่าผู้นำไทยเองกำลังพาประเทศเดินเข้าสู่ลานสังหาร เพราะเมื่อวิกฤตใหญ่ปะทุขึ้น ผู้นำที่ไม่พร้อมและขาดความสามารถ ย่อมต้องเผชิญบททดสอบอย่างหนักที่สุดดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลกเช่นนี้ ประเทศไทยต้องลดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลิกการเมืองแบบโควตา และหันมาให้ความสำคัญ กับความสามารถและความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำเพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตของโลกยุคนี้ไปได้อย่างมีสติและความชาญฉลาด”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ