svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ส่องสมรภูมิโซเชียลก่อนเลือกตั้ง 69 อาวุธและผีที่นักการเมืองพึงสังวร

08 ม.ค. 2569

ส่องสมรภูมิโซเชียลก่อนการเลือกตั้ง 2569 เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลกลายเป็นอาวุธทำลายล้าง และ "Digital Footprint" ตามหลอกหลอน ที่นักการเมืองพึงสังวร

8 มกราคม 2569 ยิ่งใกล้เข้าสู่เวลาของการเลือกตั้ง2569 พื้นที่บนแพลตฟอร์มสื่อโซเชียลมีเดีย ได้กลายเป็นสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความดุเดือด ไม่เพียงแต่การนำเสนอแคมเปญหาเสียง แต่ยังรวมถึงการใช้ถ้อยคำด้อยค่า และการใช้ "Hate Speech" ที่รุนแรง จนลุกลามสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่อาจส่งผลต่อทั้งนักการเมืองและประชาชน โดย อ.พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้เขียนบทความเกี่ยว “สมรภูมิโซเชียลก่อนเลือกตั้ง 2569” ไว้อย่างน่าสนใจ สรุปใจความของเนื้อหาได้ดังนี้
 

สมรภูมิเดือด:
 

เมื่อโลกเสมือนลุกลามสู่ความจริง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก, YouTube, TikTok, Reels, ไลน์ และ Threads กลายเป็นพื้นที่หลักในการเผยแพร่แคมเปญหาเสียง อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงของการถกเถียงทางการเมือง ได้ยกระดับสู่การด้อยค่าฝั่งตรงข้าม การด่าทอ และการเหยียดหยามอย่างหยาบคาย บรรยากาศเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกออนไลน์ แต่ได้ลุกลามสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยปรากฏภาพนักการเมืองถูกปฏิเสธ ถูกขับไล่ มีการทำลายป้ายหาเสียง หรือการปะทะคารมระหว่างการหาเสียง ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย และการแสดงความเห็นที่ขัดใจคนบางกลุ่ม
 

บนหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน เต็มไปด้วยการขุดคุ้ยความฉาวในอดีต ของนักการเมืองและพรรคการเมือง มีคอนเทนต์แนวเสียดสี และการด่าทอจากอินฟลูเอนเซอร์ ถูกนำมาเผยแพร่แทบไม่เว้นแต่ละวัน แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นแหล่งรวมข้อความ และมีมโจมตีทางการเมือง ที่ถูกนำมาละเลงอย่างสนุกมือ เพื่อให้ผู้คนได้เสพอารมณ์ทางลบตลอด 24 ชั่วโมง สภาพแวดล้อมเช่นนี้ถูกระบุว่าเป็น "สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความเป็นมิตรต่อกัน" ซึ่งบั่นทอนจิตใจและสร้างความเครียด ให้กับผู้รับข่าวสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 

อ.พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร
 

กลไก Hate Speech และอัลกอริทึมที่ขยายความเกลียดชัง การหาเสียงในโลกออนไลน์ มักมีการสาดโคลนกันอยู่เสมอ แต่โซเชียลมีเดียทำให้การโต้ตอบเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องเห็นหน้าและไม่รู้ตัวตน ซึ่งช่วยยกระดับความร้อนแรงของประเด็นทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่ตัดสินด้วยยอดไลก์ ยอดแชร์ และการลิงก์ไปยังผู้ติดตาม ยังเป็นตัวขยายความไม่พอใจและนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจนถึงขั้นใช้ "คำพูดแสดงความเกลียดชัง" (Hate Speech)
 

ตามคำนิยามสากล Hate Speech หมายถึงการสื่อสารทุกรูปแบบที่โจมตี ดูหมิ่น หรือเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของศาสนา เชื้อชาติ เพศ หรืออัตลักษณ์อื่นๆ แต่ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ได้รวมไปถึงการโจมตีอุดมการณ์ทางการเมือง และความชอบในพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วย เมื่อแพลตฟอร์มตรวจจับได้ว่าคอนเทนต์เหล่านี้สร้าง "การมีส่วนร่วม" (Engagement) ได้มาก แพลตฟอร์มจะจัดให้เป็น "คอนเทนต์ชั้นดี" และพร้อมฟีดให้คนเสพทันที แม้จะเป็นคอนเทนต์ที่ไร้คุณภาพและไม่สร้างสรรค์ก็ตาม


 

ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ผู้รับสารเข้าสู่ภาวะ "ปฏิกิริยาลูกบอลหิมะทางอารมณ์" (Emotional snowball effect) ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเล็กๆ ในตอนแรกจะค่อยๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนรุนแรงและลุกลามเหมือนลูกบอลหิมะที่กลิ้งลงจากเนิน นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เคยย้ำว่า สังคมต้องร่วมกันต่อต้านอคติและจัดการกับความเกลียดชัง ที่แพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตนี้
 

Information Fatigue Syndrome:
 

ภาวะอ่อนล้าที่คนไทยต้องเผชิญ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนไทยต้องรับข้อมูลข่าวสารที่ตึงเครียดต่อเนื่อง ตั้งแต่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไปจนถึงข่าวการหาเสียงเลือกตั้ง การรับข้อมูลมหาศาลที่ผสมปนเปทั้งความจริงและความเท็จโดยไม่ได้กลั่นกรอง ส่งผลให้เกิดภาวะ "อ่อนล้าจากการได้รับข้อมูลมากเกินไป" (Information Fatigue Syndrome : IFS) หรือ Information Overload
 

ภาวะนี้เปรียบเสมือนการรดน้ำ หรือให้แสงแดดมากเกินไปในสวนสมอง จนเกินความสามารถในการประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และลดความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัว นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ "ภาวะหมดไฟทางดิจิทัล" (Digital Burnout) จากการใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไป
 

สัญญาณเตือนของภาวะ IFS ประกอบด้วย:
 

• สมาธิสั้น: จดจ่อกับงานได้ยากแม้จะเป็นงานง่ายๆ

• หงุดหงิดเพิ่มขึ้น: มีความโกรธหรือหงุดหงิดอย่างมากต่อเรื่องเล็กน้อย

• ความรู้สึกท่วมท้น: รู้สึกหนักใจและเครียดจนรับมือไม่ไหว

• ภาวะตัดสินใจไม่ได้: หลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการตัดสินใจแม้แต่เรื่องเล็กน้อย

• ความผิดปกติของการนอน: มีความคิดแล่นวนอยู่ในหัวจนนอนไม่หลับ

 

ที่สำคัญที่สุดคือการเสื่อมถอยของทักษะการวิเคราะห์ ทำให้ความคิดอ่อนแอจนขาดความสามารถในการแยกแยะ ระหว่างสิ่งที่สำคัญและไม่สำคัญ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ควรหลีกเลี่ยงข่าวสาร ที่กระตุ้นอารมณ์และหันไปหาความบันเทิง หรือกิจกรรมอื่นชั่วคราว
 

การแบ่งขั้วทางอารมณ์และห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ธรรมชาติของมนุษย์มักชอบสิ่งที่เหมือนกับตนเอง หรือที่เรียกว่า "โฮโมฟิลี" (Homophily) ซึ่งโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ ที่ทำให้คนรสนิยมเดียวกันรวมตัวกันได้เร็วที่สุด เมื่อมีการแบ่งกลุ่มทางการเมืองเป็น "พวกเรา" และ "พวกเขา" จะเกิดปฏิกิริยาที่มองฝั่งตนเองเป็นบวก และมองฝ่ายตรงข้ามเป็นลบเสมอ
 

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "การแบ่งขั้วทางอารมณ์" (Affective polarization) ซึ่งมุ่งเน้นการเอาชนะกันจนนำไปสู่ความรุนแรง ผลการศึกษาในต่างประเทศพบสิ่งที่น่าตกใจว่า ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองบางส่วนมองว่า ประเทศจะดีขึ้นหากสมาชิกพรรคฝ่ายตรงข้าม "ตายไปเสีย" ซึ่งถือเป็นความคิดที่อันตรายอย่างยิ่ง ในไทยเอง การแบ่งขั้วนี้ถูกกระตุ้นด้วยการ "โอ้อวดเชิงศีลธรรม" ของนักการเมืองที่พยายามแสดงว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น
 

จากในอดีตที่เคยมีการใช้คำว่า "พรรคเทพ-พรรคมาร" ปัจจุบันวาทกรรมเหล่านี้ได้หวนกลับมาในรูปแบบใหม่ เช่น วลี "มีเราไม่มีเทา" หรือการประกาศ "ไม่จับมือกับบางพรรค" และการยกตนว่าเป็น "พรรคสะอาด" สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำการแบ่งฝ่ายให้ชัดเจนขึ้น เมื่อคนกลุ่มเดียวกันมารวมตัวกันใน "ชุมชนเฉพาะกลุ่ม" (Communities of Niches) และถูกเสริมแรงด้วยระบบ "คนที่คุณอาจรู้จัก" (PYMK) ของอัลกอริทึม พวกเขาจะตกอยู่ใน "ห้องเสียงสะท้อน" (Echo chamber) สภาวะนี้ทำให้คนแสวงหาแต่ข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อเดิมของตน จนสูญเสียมุมมองภาพรวม และติดกับดักในห้องแคบๆ ของความคิดตนเอง
 

Digital Footprint: หนามยอกอกที่อินเทอร์เน็ตไม่มีวันลืม
 

ในยุคดิจิทัล อดีตสามารถกลับมาหลอกหลอนได้อย่างรวดเร็วผ่าน "รอยเท้าดิจิทัล" (Digital footprint) ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง จะพบการขุดคุ้ยคำพูดและประวัติในอดีตของนักการเมืองมาฉายซ้ำ จนเจ้าตัวหรือกลุ่มสนับสนุนต้องออกมาแก้ต่างกันอย่างพัลวัน หลายพรรคการเมืองต้องเสียเวลาไปกับการตอบคำถามเรื่องวาทกรรมในอดีต แทนที่จะได้นำเสนอนโยบายเพื่ออนาคต
 

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ วาทกรรมเกี่ยวกับกองทัพ, นโยบายแก้ไข มาตรา 112 หรือประเด็นข้าราชการบำนาญ ซึ่งคำพูดที่ดุดันหรือกำกวมในอดีต ได้กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกนำมาโจมตีได้ตลอดเวลา แม้แต่การเปิดตัวแคนดิเดตรัฐมนตรีบางคน ก็อาจถูกถล่มด้วยโพสต์เก่าในเฟซบุ๊กตั้งแต่วันแรก การหาเสียงด้วยวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นหนามยอกอกในอีกวันหนึ่ง และเป็นหลักฐานชั้นดีในการดิสเครดิตหรือฟ้องร้องกันตามกฎหมาย
 

สุดท้ายนี้ การออกมาแก้ต่างด้วยคำพูดที่ขัดกับสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีตมักจะไร้ประโยชน์ เพราะจะถูกมองว่าเป็นการ "เอาสีข้างเข้าถู" คำกล่าวที่ว่า "อินเทอร์เน็ตไม่มีวันลืม" ยังคงเป็นความจริงที่ทรงพลังเสมอในสมรภูมิการเมืองไทย

เนชั่นทั่วไทย

นักศึกษา อาชีวะ ชนะเลิศ แกะสลักหิมะนานาชาติ | เนชั่นทั่วไทย | 8 ม.ค. 69 | PART 1

ทีม Fighting Frost TH ในนามของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ร่วมกับเสาวภา สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะและน้ำแข็งระดับนานาชาติ ประจำปี 2026 ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้น ปวช.3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ได้แก่ นางสาว จิรปรียา ยานะนวล

นางสาว กัลยาภรณ์ ไชยชมพล /นางสาว มริสา แบแจกู่  /นางสาว ฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม โดยมี ครูผู้ควบคุม นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง และ นางสาวศุภรัตน์  หาญศึก

บนเวทีการแข่งขันแกะสลักหิมะและน้ำแข็งระดับนานาชาติ ในนามทีม Fighting Frost TH กับผลงานชื่อ – ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” ซึ่งถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยผ่านศิลปะร่วมสมัย