กลยุทธ์หาเสียง ปชน. ผิดฟอร์มหรือไม่
ดร.สติธร ยังขยายความเพิ่มเติม กรณีพรรคประชาชนวางกลยุทธ์หาเสียงในครั้งนี้ไว้ด้วยว่า รอบนี้พรรคประชาชน หมายมั่นปั้นมือว่า จะใช้วิธีเรียกคะแนน เน้นว่าต้องการเข้ามาเป็นรัฐบาล ขายตัวบุคคลมากขึ้น ทั้งแคนดิเดต ทั้งผู้สมัคร
"เราจะเห็นว่ารอบนี้ พรรคประชาชนมาแปลก ผิดฟอร์มหรือเปล่าไม่รู้ หรือว่าตั้งใจ เพราะป้ายหาเสียงเชิงนโยบายไม่เห็นเลย นโยบายส่วนใหญ่อยู่ในมือผู้สมัครกับแกนนำที่ลงพื้นที่ และคอยไปแจกจ่ายประชาชนทำให้ “พรรคประชาชน” ไม่มีความแตกต่างกับพรรคอื่นเมื่อเทียบกับครั้งก่อน"
คือ เขากังวลกับคำวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไปจนทำให้รูปแบบในการหาเสียงรอบนี้กลายเป็นขึ้นป้ายหน้าคนแล้วเอาคนไปเดินแจกนโยบาย ซึ่งถามว่าผิดปกติไหม ก็จริงๆการเมืองเขาก็ทำกันแบบนี้ล่ะ แต่เป็นการเมืองของพรรคอื่นไม่ใช่สไตล์พรรคประชาชน เราเคยเห็นแต่สีส้มมีป้ายเชิงนโยบาย เชิงความคิดขายก่อนแล้วคนค่อยลงไป
วันนี้ก็กลายเป็นว่าพอลงพื้นที่ นโยบายไม่ได้ชัด คนก็จะถาม แล้วก็จะขุดเรื่องเก่าเข้ามาย้อนถาม เช่น นโยบายเศรษฐกิจมีไหม ทำไมไม่สนใจเศรษฐกิจปากท้อง ไปสนใจทำไม แก้รัฐธรรมนูญ และรู้หรือยังทหารมีไว้ทำไม ทำนองนี้ กลายเป็นว่าคนจะไปตั้งคำถามกับพรรคว่า เห็นพรรคคุณไม่เห็นมีนโยบายอะไรเลย เดินหาเสียงอะไรเนี่ย? มาปลุกกระแสอะไรเนี่ย? กลายเป็นอารมณ์นั้นแทน หมายความว่าพรรควางแผนมาแบบหนึ่งคล้ายกับวางแผนมาแบบแก้เกมข้อผิดพลาดจุดอ่อนครั้งก่อน แต่ปรากฏว่าลงไปในพื้นที่ คนไม่ได้คาดหวังกับพรรคแบบนั้น
วันนี้ เราจะพบว่า พรรค ปชน. คงต้องถอยหลังกลับไปขบคิดกันใหม่ว่าจะปรับยุทธศาสตร์อย่างไรกับเวลาที่เหลือซึ่งยังพอมี
ส่วนจะมีผลต่อการลดลงเพิ่มขึ้นของคะแนนหรือไม่นั้น ดร.สติธร มองว่า ขึ้นอยู่กับ พรรค ปชน.จะปรับกลยุทธ์ระดับไหน คือวันนี้ เราเห็นว่าเขาเหมือนมีความรู้สึกว่าจังหวะและเวลามันไม่ได้ กับวิธีการ
“เขาพยายามปรับแต่ว่าสิ่งที่ปรับเหมือนกับแผนที่เตรียมไว้อยู่ในกระเป๋า กลัวไม่ได้ใช้ สิ่งที่ปรับตอนนี้คือโอเคแคนดิเดต เราไม่เปรี้ยงปร้างเหมือน "คุณพิธา" ตอนปี 66 การไปลงพื้นที่หาเสียงกระแสการตอบรับจากผู้คนก็ดูกลายเป็นเนกาทีฟแคมเปญไปซะอย่างนั้น กลายเป็นคำถามเชิงลบโต้กลับมาหาพรรค”
สิ่งที่พรรคสู้ต่อ คือ ใช้วิธีเปิดตัวบุคคล เช่น ว่าที่รัฐมนตรียุติธรรม ว่าที่รัฐมนตรีการต่างประเทศ เหมือนว่าเขาเปิดมาแล้ว แป๊กหรือเปล่า หรือยังไม่โดน ยุทธศาสตร์เปิดผู้บริหารเป็นสิ่งที่เขามองคู่เทียบคือพรรคภูมิใจไทยทำและประสบความสำเร็จก็คือ การเปิดตัว 3 รัฐมนตรีตั้งแต่ตอนตั้ง ครม.แล้วก็ต่อเนื่องมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับในทางที่ดี คนรู้สึกมีความเชื่อมั่นว่าได้ "ภูมิใจไทย" เป็นรัฐบาลอย่างน้อย 3 กระทรวงหลัก ซึ่งตอนนี้คนให้ความสำคัญผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพ เชื่อมือได้
ในขณะที่พรรคประชาชนสมัยเป็นพรรคก้าวไกล ก็เคยถูกตั้งคำถามว่าคุณชนะเลือกตั้งมาที่หนึ่งตั้งรัฐบาลจริง แต่ ครม.ของพรรคไหว หรือ ฟันน้ำนมหรือเปล่า บุคลากรของคุณโตพร้อมหรือยัง มารอบนี้เขาก็เหมือนเตรียมการที่อยากจะมีบุคลากรในระดับบริหารที่เป็นที่น่าเชื่อถือเป็นที่เชื่อมือของประชาชนมาสู้บ้าง
แต่คราวนี้ จังหวะและเวลาในการเปิดมันก็อาจจะไม่ดีพอ ในขณะเดียวกันการสร้างตัวของพรรคประชาชนขึ้นมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ เขาสร้างขึ้นมาจากคนธรรมดา คนที่มีความคิดมีความฝัน คนที่มีความหวังกับการเมืองแบบใหม่ คนที่คิดเชิงนโยบายแบบประเด็นปัญหา แล้วก็มาระดมสมองกันเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เป็นร่างกฎหมาย แล้วเวลาเขาทำงานนิติบัญญัติ เขาอาศัยพวกนี้ทำแล้วประสบความสำเร็จ แต่วันนี้เขาลืมเอาจุดแข็งพวกนี้มาใช้ กลับไปเอาคนนอกมาสวมหมวกรัฐมนตรี ว่าที่รัฐมนตรี ทั้งที่มีทีมบริหารภายในที่ทำเรื่องนโยบายอยู่แล้ว
วันนี้เวลาเปิดตัวคนนอกเลยเกิดปรากฏการณ์ สองแบบ
หนึ่งเปิดมาถ้าปังก็แล้วไป เป็นที่ยอมรับ คนที่เคยเป็นด้อมส้มยอมรับด้วยกันได้ก็แล้วไป เช่น อาจารย์มุนิน แต่พอเปิดขึ้นมาแล้วมีปัญหา เช่นท่านว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ มีคนไปขุดเรื่องในอดีตมาวิจารณ์อย่างนี้ ก็จะย้อนกลับไปที่ตัวพรรคว่า คนในพรรคจะพูดว่านี่ไงคนในพรรคก็มี เราก็เคยคิดนโยบายด้านการต่างประเทศกันมาด้านความมั่นคงกันมา ทำไมไม่เอาคนทำงานในพรรคกันมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ต่อเนื่องกันมาเป็นว่าที่รัฐมนตรี ไปเอาคนนอกมาทำไม
วันนี้ก็เลยอีหลักอีเหลื่อว่าตกลงจะเปิดคนนอกหรือจะเปิดคนในมันก็เลยบางวันเปิดคนในบางวันเปิดคนนอกมันวุ่นวายกันไปหมดตอนนี้ เพราะว่ายังหาจุดลงตัวไม่เจอ คือถ้าอย่างนี้ในระยะประมาณหนึ่งเดือนก่อนเลือกตั้งยังพอพลิกแก้ไปแก้มาได้ แต่การลองผิดลองถูกแบบนี้ทุกวันไม่ได้ ต้องถึงจุดที่ต้องนิ่งเพื่อเป็นฐานแล้ววางเพื่อให้กระแสทะยานขึ้นไป