TDRI เตือนโหม 'ประชานิยม' แนะ 6 นโยบาย พรรคการเมืองควรทำ
08 ม.ค. 2569
ทีดีอาร์ไอ ชี้เลือกตั้งปี 69 จุดชี้ชะตาอนาคตไทย เตือนพรรคการเมืองโหมประชานิยม แนะรัฐบาลใหม่เลิกแจกระยะสั้น ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 6 ด้าน
Business
08 ม.ค. 2569
ทีดีอาร์ไอ ชี้เลือกตั้งปี 69 จุดชี้ชะตาอนาคตไทย เตือนพรรคการเมืองโหมประชานิยม แนะรัฐบาลใหม่เลิกแจกระยะสั้น ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 6 ด้าน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดเวทีสาธารณะหัวข้อ “เขาแจกแต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ประเทศต้องการและรัฐบาลใหม่ควรทำ
การเลือกตั้งในปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งการทุจริตคอร์รัปชันและการหลอกลวงออนไลน์ในวงกว้าง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่รุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติที่มีความถี่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และการที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงประมาณร้อยละ 65 ของ GDP ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายในลักษณะ “ลดแหลก-แจก-แถม” โดยไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อประเทศ พรรคการเมืองทั้งหลายจึงควรตระหนักถึงปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ และควรนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 เกิดขึ้นช่วงที่ไทยกำลังเผชิญปัญหามากมาย ทั้งการทุจริตคอร์รัปชัน และการหลอกลวงออนไลน์วงกว้าง ปัญหาปากท้องประชาชนที่รุนแรงขึ้น ภัยธรรมชาติที่มีความถี่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น การสูญเสียความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงถึง 65% ของ GDP ทำให้การดำเนินนโยบายลักษณะลดแหลก-แจก-แถม โดยไม่รับผิดชอบทางการคลังจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อประเทศมากขึ้น ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองควรเน้นนโยบายเชิงโครงสร้างของประเทศ 6 ด้าน โดยมีกรอบการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นกรอบ 1 ปี และระยะยาว 4 ปี ได้แก่
1.ปฏิรูปการปราบปรามคอร์รัปชันและภัยสแกมเมอร์ โดยมาตรการเร่งด่วนใน 1 ปี รัฐบาลใหม่ควรต้องร่วมมือ Scam Center Strike Force ของสหรัฐเพื่อยกระดับการสืบสวนและยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเร่งผ่านกฎหมายป้องกันการฟอกเงินฉบับใหม่ที่ต้องระบุผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง เพื่อป้องกันการใช้บริษัทบังหน้าหรือคริปโทเคอร์เรนซีฟอกเงิน
ส่วนเป้าหมาย 4 ปี รัฐบาลต้องยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) จาก 34 เป็น 63 คะแนน และปฏิรูปตำรวจโดยเฉพาะระบบการโยกย้ายแต่งตั้งให้โปร่งใสเพื่อลดปัญหา “ตั๋ว” และส่วยออนไลน์
2.แก้ปัญหาปากท้องด้วยการสร้างงานดี (Good Jobs) โดยมาตรการเร่งด่วน 1 ปี รัฐบาลต้องปฏิรูปเกณฑ์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้เลิกเน้นเพียง “มูลค่าเงินลงทุน” แต่ให้เน้นสร้างงานที่ใช้ทักษะสูงและถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมยกเลิกใบอนุญาตธุรกิจที่ไม่จำเป็นลง 70% และนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” (Super License)
ส่วนการศึกษาและพัฒนาทักษะต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานที่ล้าสมัยมาตั้งแต่ปี 2551 (ยุค iPhone 1) ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะสูงและระยะ 4 ปี ควรตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติ พร้อมแจกคูปองการเรียนรู้ เพื่อให้แรงงานปรับตัวทันเทคโนโลยี AI
3.รับมือภาวะโลกรวนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไทยต้องปรับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2050 เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันเวทีโลก โดยมาตรการเร่งด่วน 1 ปี รัฐบาลใหม่ต้องเน้น พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เช่น หาดใหญ่ ซึ่งให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่างบเยียวยาถึง 10 เท่า
ส่วนระยะ 4 ปี ต้องเพิ่มสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดให้ได้ 5 เท่า และเตรียมระบบจัดการซากแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ไม่ให้เป็นมลพิษ
4.ยกระดับความสามารถการแข่งขันระดับโลก โดยมาตรการเร่งด่วน 1 ปี รัฐบาลใหม่ต้องเร่งบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และรักษาอัตราภาษีที่สหรัฐจัดเก็บจริงไว้ที่ 19% นอกจากนี้ต้องใช้มาตรฐาน อย. และ มอก.เข้มงวดเพื่อสกัดสินค้าคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ
ส่วนเป้าหมาย 4 ปี ต้องเร่งเตรียมความพร้อมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง
5.นโยบายสวัสดิการสังคมและบำนาญสำหรับสังคมสูงวัย โดยมาตรการเร่งด่วน 1 ปี รัฐบาลใหม่ควรปรับอายุขั้นต่ำการรับบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อรักษาฐานะกองทุนไม่ให้ล้มละลาย และแปลงโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้ใช้งานเป็นศูนย์ Daycare สำหรับผู้สูงอายุ
มาตรการ 4 ปี ต้องแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกมาบริหารจัดการโปร่งใส และสร้างระบบการดูแลระยะยาวที่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกชุมชน พร้อมลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลระหว่าง 3 กองทุน คือ บัตรทอง ประกันสังคม และการรักษาพยาบาลของข้าราชการ
6.การรักษาความยั่งยืนทางการคลังเคร่งครัด โดยมาตรการเร่งด่วน 1 ปี ต้องยึดกรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เคร่งครัด เปิดเผยภาระหนี้ผูกพันและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น (Contingent Liability) ทั้งหมด และลดใช้งบแบบ “ล้างท่อ” ช่วงท้ายปีงบประมาณ
มาตรการระยะ 4 ปี ต้องเน้นปฏิรูปภาษี โดยทบทวนภาษีทรัพย์สิน และพิจารณาขึ้น VAT ค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องมีระบบ Tax Rebate เพื่อคืนเงินภาษีให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
“แม้นโยบายเหล่านี้จะท้าทายทางการเมืองเพราะกระทบกลุ่มผลประโยชน์เดิม แต่ต้องทำเพื่อให้เศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤติ และ TDRI จะตรวจสอบต้นทุนนโยบายของทุกพรรคการเมืองเพื่อนำเสนอต่อประชาชน” ดร.สมเกียรติ กล่าว
นโยบายทั้ง 6 ด้านที่นำเสนอนั้นล้วนมีความจำเป็นเร่งด่วนต่อประเทศ แม้บางนโยบายจะดำเนินการได้ไม่ง่ายในทางการเมือง แต่หากไม่เริ่มดำเนินการเลย ปัญหาของประเทศก็จะพอกพูนและแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันหลายนโยบายก็น่าจะสามารถใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตรง
ทั้งนี้เมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่ กกต. แล้ว คณะผู้วิจัยของทีดีอาร์ไอก็จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่เคยได้จัดทำในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา
สำหรับช่วงเวทีสาธารณะหัวข้อ “เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” มีนักธุรกิจและนักวิชาการร่วมเสนอความเห็น
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายประชานิยมมักใช้เงิน 2 แหล่งคือ งบประมาณแผ่นดินและเงินกู้ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นหนี้ประเทศที่ประชาชนต้องร่วมกันรับภาระ รวมทั้งควรเปลี่ยนจากประชานิยมที่เน้นการบริโภคเพียงไปสู่การสร้างนโยบายสร้างงานสร้างรายได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนจะเป็นทางรอดของประเทศมากกว่า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นโยบายประชานิยมกำลังเป็น “กับดักประเทศ” ที่ทำลายความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้บริษัท Credit Rating เริ่มลดมุมมองต่อไทย เพราะภาระการคลังเพิ่มต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเสนอนโยบายที่ทำให้เอกชนขาดความสามารถการแข่งขัน เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า นโยบายประชานิยมเปรียบได้กับสเตียรอยด์ ซึ่งได้ผลแค่ระยะสั้นและเป็นการทับถมกลุ่มคนเปราะบางให้ติดอยู่หลุมความยากจนแทนที่จะฉุดขึ้นมา และประเทศจะขาดความสามารถการรับมือกับวิกฤติที่ไม่คาดคิด (Shock) เช่น ภัยพิบัติหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่ารายได้ภาษีไทยลดลงจาก 17% เหลือ14% ต่อ GDP ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายอยู่ที่ 11% ของรายได้สุทธิ ซึ่งใกล้เคียงเกณฑ์มาตรฐานความน่าเชื่อถือที่ 12%
ทั้งนี้หากไทยยังขาดดุลระดับ 4-5% ต่อ GDPอาจส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) ในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากในการทำงานของรัฐบาลชุดต่อไปเพราะมีความเสี่ยงที่เครดิตเรตติ้งจะลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในปีนี้
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI กล่าวว่า นโยบายที่ดีต้องแยกให้ออกระหว่าง “สวัสดิการ” และ “ประชานิยม” โดยระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนต้องคิดทั้งแพ็กเกจรวมถึงแหล่งที่มาของเงินต้องอธิบายได้ชัดเจน โดยการทำระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน สังคมต้องยอมรับการจ่ายภาษีสูงขึ้นเพื่อแลกกับความเท่าเทียม แต่สังคมไทยอาจยังไม่พร้อมจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น
ส่วนวินัยการเงินการคลังและการตรวจสอบความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งต้องรีบทำเพื่อให้การคลังดีขึ้น ส่วนการทำประชานิยมที่เป็นการแจกที่มีประสิทธิภาพคือต้องสร้างผลผลิต (Productive) เช่น การสร้างทักษะ ผ่านคูปองเพิ่มทักษะ เพราะเงินที่จ่ายไปจะเปลี่ยนเป็นทักษะที่ติดตัวประชาชนไปในระยะยาว
