นักวิชาการเจาะนโยบายดับไฟใต้ รัฐไร้ยุทธศาสตร์รับมือโจรชุดดำ
25 ก.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการชี้สถานการณ์ไฟใต้ล่าสุดดิ่งลงเหว หลังรัฐบาลทำได้แค่นโยบายรูทีน ไร้ยุทธศาสตร์เชิงรุก ขณะที่โจรชุดดำพัฒนาแผนใช้รถโอนลอยก่อเหตุอุกอาจซ้ำซาก
ข่าว
25 ก.ค. 2569 | titayu_pur

นักวิชาการชี้สถานการณ์ไฟใต้ล่าสุดดิ่งลงเหว หลังรัฐบาลทำได้แค่นโยบายรูทีน ไร้ยุทธศาสตร์เชิงรุก ขณะที่โจรชุดดำพัฒนาแผนใช้รถโอนลอยก่อเหตุอุกอาจซ้ำซาก
KEY
POINTS
25 กรกฎาคม 2569 สถานการณ์ ไฟใต้ล่าสุด ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อกลุ่มขบวนการ BRN ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีส่งทีมปฏิบัติการ "โจรชุดดำ" ก่อเหตุโจมตีอุกอาจในพื้นที่ชายแดนใต้ ขณะที่นักวิชาการด้าน ความมั่นคง ออกมาสับแหลกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงหลงทาง และทำได้เพียงดำเนิน นโยบายดับไฟใต้ แบบรูทีน ที่ไร้ยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญจากภาคประชาชนว่า ฝ่ายรัฐจะปรับยุทธวิธีรับมือ เพื่อหยุดยั้งวงจรความสูญเสียของกำลังพล ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 22 ปีนี้ได้อย่างไรและเมื่อไหร่
วิกฤตการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้งในช่วงนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แต่กำลังฉายภาพให้เห็นถึง "สุญญากาศทางยุทธศาสตร์" ของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ว่าแท้จริงแล้วมี "นโยบายเชิงรุก" เพื่อเอาชนะปัญหา หรือเป็นเพียงแค่ "นโยบายรูทีน" ที่ปล่อยให้ข้าราชการประจำแก้ปัญหาและผลาญงบประมาณไปวันๆ เท่านั้น
เสียงสะท้อนจาก ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ระบุอว่า ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้อง "ปรับอารมณ์" จากความชื่นมื่นในการเยือนจีน มาเตรียมรับมือกับปัญหาภาคใต้อย่างจริงจัง
เช่นเดียวกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้า "ครม.น้อย" หรือคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นชุดที่มีกรรมการมากที่สุดถึง 22 คน มากกว่าทุกยุคที่เคยมีมา
คำถามสำคัญคือ "ครม.น้อย" ชุดนี้ รวมถึงคณะพูดคุยสันติสุขฯ ที่เพิ่งเริ่มต้นงาน จะแสดงบทบาทอย่างไรในสภาวะที่การโจมตีจากฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงสวนทางกับความพยายามสร้างสันติภาพอย่างสิ้นเชิง
อาจารย์สุรชาติสรุปบทวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาไฟใต้กำลังกลายเป็น "วงจรติดกับดัก" ที่ไร้ทางออก โดยมีปัจจัยความล้มเหลวดังนี้:
ข้อมูลเชิงลึกจาก ดร.ซาช่า เฮลบาร์ธ นักวิจัยชาวเยอรมัน ระบุว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากคำสั่งพิเศษของ "สภาองค์กรนำ BRN" เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อก่อเหตุรับวันครบรอบวันชาติปาตานี 1 สิงหาคม และคาบเกี่ยวไปถึงวันชาติของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย (17 ส.ค.) และมาเลเซีย (31 ส.ค.) ซึ่งเคยเกิดเหตุป่วนแขวนธงชาติมาเลย์ทั่วพื้นที่มาแล้วในปี 2555
ที่น่ากังวลคือ ดร.ซาช่า ชี้ว่าการพูดคุยสันติสุขในปัจจุบันอาจ "ไร้ผล" เนื่องจากกลุ่มที่มาคุยกับรัฐบาลไทยเป็นเพียงอดีตสมาชิก BRN ที่ไม่มีอำนาจสั่งการกลุ่มที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ยังคงยืนยันในแนวทาง "คุยไป บังคับใช้กฎหมายไป" โดยเชื่อว่าผู้เห็นต่างกว่าครึ่งพร้อมคุย และยังคงฝากความหวังไว้ที่มาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกที่ผู้เห็นต่างให้ความเกรงใจ
ในขณะที่ฝ่ายรัฐถูกมองว่ายัง "มึน" กับสถานการณ์ แต่ฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงกลับแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่น่าสะพรึงกลัว
กรณีการบุกถล่มที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก (8 มี.ค. 68) และการปล้นร้านทองครั้งมโหฬารกว่า 32 ล้านบาทในห้างบิ๊กซี (5 ต.ค. 68) โดยฝีมือ "ชายชุดดำ" นับสิบคนที่มีอาวุธครบมือและฝึกฝนมาอย่างช่ำชอง กลายเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นโตถึงประสิทธิภาพของฝ่ายความมั่นคง
มีข้อสังเกตว่าทีมปฏิบัติการระดับ "พระกาฬ" กลุ่มนี้อาจไม่ใช่แค่สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่อาจเป็น "ทีมผสม" จากเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย หรือแม้แต่อดีตคนมีสีที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี การปฏิบัติการอย่างอุกอาจหน้ากล้องวงจรปิดและยังคงลอยนวลอยู่ได้ คือบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่า วันนี้ฝ่ายรัฐกำลังเดินตามหลังโจรอยู่หลายก้าวในสมรภูมิไฟใต้ที่ยืดเยื้อมานานถึง 22 ปี