เริ่มรัฐพิธีศพ "คาเมเนอี" เตหะรานเตรียมรับมวลชน 20 ล้านคน
03 ก.ค. 2569 | apirak_pra

อิหร่านเปิดฉากรัฐพิธีศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" คาดมวลชนหลั่งไหลร่วมอาลัย 20 ล้านคน ท่ามกลางแถลงการณ์กร้าวอัด สหรัฐฯ ทำลายเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค
ข่าว
03 ก.ค. 2569 | apirak_pra

อิหร่านเปิดฉากรัฐพิธีศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" คาดมวลชนหลั่งไหลร่วมอาลัย 20 ล้านคน ท่ามกลางแถลงการณ์กร้าวอัด สหรัฐฯ ทำลายเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค
KEY
POINTS
กรุงเตหะรานเตรียมจารึกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในการเปิดฉากรัฐพิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกลอบสังหารจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยทางการอิหร่านคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนมากกว่า 20 ล้านคนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการที่จะจัดขึ้นยาวนานหลายวัน
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศก่อนเริ่มพิธีกรรมเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง เมื่อโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง ว่าเป็นตัวการสำคัญที่แสดงความจงเกลียดจงชังต่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันตกมาโดยตลอด พร้อมเตือนให้ประเทศในภูมิภาคถอดบทเรียนจากสงครามครั้งนี้
พิธีศพอย่างเป็นทางการของอดีตผู้นำสูงสุดมีกำหนดการเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยร่างของเขาจะถูกนำไป ณ ศูนย์พิธีการอิหม่ามโคไมนี ฮุสเซนียะห์ ใจกลางกรุงเตหะราน เพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเข้าคารวะศพ ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปฝังร่าง ณ สุสานอิหม่ามเรซา ในเมืองมัชฮัด ไฮไลต์สำคัญในพิธีคือการนำ "ธงสีแดง" อันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์จากมัสยิดอิหม่ามเรซามาคลุมเหนือโลงศพ
นักวิชาการด้านการเมืองตะวันออกกลางระบุว่า ธงสีแดงนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งในนิกายชีอะห์ โดยเป็นตัวแทนการพลีชีพของอิหม่ามฮุสเซน หลานชายของศาสดามูฮัมหมัด ในสงครามแห่งกิรบิลา การนำธงนี้มาใช้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า คาเมเนอีเสียชีวิตในฐานะ "ผู้พลีชีพเพื่อศาสนาและประเทศชาติ" (Martyr) จากการลอบสังหารของศัตรู ซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอย่างสมบูรณ์ และคาดว่าจะช่วยปลุกกระแสความเห็นอกเห็นใจของอิหร่านในหมู่ชาวชีอะห์ทั่วโลกให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า รัฐพิธีที่จะเริ่มขึ้นได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างล้นหลาม โดยมีตัวแทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากมากกว่า 100 ประเทศยืนยันเข้าร่วมพิธี ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปากีสถาน ที่เดินทางมาถึงล่วงหน้าพร้อมกล่าวยกย่องอิหร่านว่าเป็นเสมือน "บ้านหลังที่สอง"
การสูญเสียคาเมเนอีส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนชาวชีอะห์ในปากีสถานซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด โดยชาวชีอะห์จำนวนมากนับถือคาเมเนอีเป็นผู้นำจิตวิญญาณสูงสุด การลอบสังหารในครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงรุนแรงในปากีสถานจนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ราย ขณะเดียวกัน ในพิธีศพครั้งนี้ อายาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายผู้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ อาจไม่ได้เข้าร่วมปรากฏตัวในพิธีศพของบิดาเนื่องจากเหตุผลความมั่นคงขั้นสูงสุด หลังอิสราเอลขู่ลอบสังหารอย่างต่อเนื่อง
จากกรณีที่ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ออกมาประกาศขู่ลอบสังหาร อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากรัฐสภาอิหร่าน โดยนายอิบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านทำการทบทวน "หลักการนิวเคลียร์" ของประเทศ รวมถึงทบทวนมาตรา 8 ในข้อตกลงอิสลามาบัด ที่อิหร่านเคยลงนามว่าจะไม่พัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อใช้เป็นมาตรการป้องปรามขั้นสูงสุดต่อภัยคุกคามของอิสราเอล ขณะที่เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ทันที
ในมิติด้านการทูตและการเศรษฐกิจ อดีตนักเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านสื่อว่า สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำเป็นต้องเร่งความเร็วในการเจรจาทางเทคนิคกับอิหร่านทันทีหลังเสร็จสิ้นพิธีศพ โดยระบุว่าเป้าหมายเร่งด่วนที่สุดของวอชิงตันในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ แต่เป็นการกดดันและหาข้อตกลงในการ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซ" อีกครั้ง หลังจากกองทัพอิหร่านสั่งปิดและขู่จะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อเรือทุกคันที่ไม่เดินเรือตามเส้นทางที่กำหนด ซึ่งหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดหรือถูกจำกัดการเดินเรือเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ เอง
ขณะที่บรรยากาศด้านความมั่นคงในกรุงเตหะราน กองกำลังกึ่งทหารบาซิฮ์ (Basij) ได้ร่วมมือกับตำรวจความมั่นคงกระจายกำลังตั้งจุดตรวจทั่วเมืองหลวงอย่างเข้มงวด และมีการปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของ นายอาหมัด วาฮิดี รักษาการผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น เพื่อควบคุมและอำนวยความสะดวกในพื้นที่จัดงาน
ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้น: สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.24 อยู่ที่ 72.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.20 อยู่ที่ 68.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซและวันหยุดยาวของสหรัฐฯ
กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับปรับตัว: นักวิเคราะห์ชี้ว่าประเทศสมาชิกสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) เริ่มพิจารณากระจายความเสี่ยงและสร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงใหม่ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ หลังเผชิญภัยคุกคามและการโจมตีจากอิหร่านในช่วงสงคราม
อิสราเอลเดินหน้าทำลายพื้นที่เวสต์แบงก์: กองทัพอิสราเอลใช้รถแทรกเตอร์ขุดทำลายต้นมะกอกของชาวปาเลสไตน์มากกว่า 500 ต้นใกล้เมืองเจนิน ในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลให้ยอดรวมต้นมะกอกที่ถูกทำลายตั้งแต่ปี 2020 พุ่งสูงกว่า 120,000 ต้นแล้ว
ยอดสูญเสียในฉนวนกาซาพุ่งฉุดไม่อยู่: สงครามในฉนวนกาซาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นเป็น 73,074 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 173,537 คน ขณะที่สมาคมผู้สื่อข่าวปาเลสไตน์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของอิสราเอลที่ระบุว่านักข่าวที่เสียชีวิตไม่ใช่คนทำงานสื่อ โดยยืนยันว่าทุกคนมีหลักฐานการทำงานถูกต้อง