เนชั่นทีวี

ข่าว

สหรัฐฯ ถล่มชายฝั่งอิหร่านสองวันติด เตหะรานยิงขีปนาวุธสวนถล่มฐานทัพมะกันในคูเวต-บาห์เรน

28 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

สหรัฐฯ ถล่มชายฝั่งอิหร่านสองวันติด เตหะรานยิงขีปนาวุธสวนถล่มฐานทัพมะกันในคูเวต-บาห์เรน

สถานการณ์สงครามส่อแววลุกฮามครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ หลังกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากทิ้งระเบิดปูพรมถล่มฐานทัพและเรดาร์ชายฝั่งอิหร่านติดต่อกันเป็นวันที่สอง ด้านกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) สวนทันควัน เปิดระบบยิงขีปนาวุธและโดรนพลีชีพถล่มฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน

สถานการณ์สงครามส่อแววลุกฮามครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ หลังกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากทิ้งระเบิดปูพรมถล่มฐานทัพและเรดาร์ชายฝั่งอิหร่านติดต่อกันเป็นวันที่สอง ด้านกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) สวนทันควัน เปิดระบบยิงขีปนาวุธและโดรนพลีชีพถล่มฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายหลายแห่งบริเวณชายฝั่งของอิหร่านติดต่อกัน 2 วัน โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้านานาชาติ
  • กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีสวนกลับไปยังฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในคูเวต และฐานทัพเรือในบาห์เรน
  • การเผชิญหน้าทางทหารอย่างรุนแรงของทั้งสองฝ่ายส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งลงนามไปก่อนหน้าล่มสลาย และสร้างความตื่นตระหนกในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

เกิดการยกระดับเผชิญหน้าทางทหารครั้งรุนแรงและนองเลือดที่สุด ระหว่างกองทัพสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายได้เปิดฉากใช้อาวุธสงครามหนักทั้งเครื่องบินรบ ขีปนาวุธนำวิถี และฝูงโดรนโจมตีแลกเปลี่ยนใส่กันอย่างดุเดือด ส่งผลให้บันทึกความเข้าใจ (MoU) และข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เพิ่งลงนามไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตกอยู่ในสภาวะล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่ต้องเปิดระบบเตือนภัยทางอากาศด่วนหลังน่านฟ้าถูกขีปนาวุธเจาะทะลวง

 

1. ชนวนเหตุรอบสัปดาห์: สหรัฐฯ เปิดฉากทิ้งบอมบ์ถล่ม 5 พิกัดชายฝั่งอิหร่านติดต่อกัน 2 วัน

กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า เครื่องบินรบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 10 จุด ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง 5 แห่งของอิหร่านอย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นวันที่สอง โดยพิกัดที่ถูกถล่มยับเยินประกอบไปด้วย เมืองสิริก (Sirik), เมืองบันดาร์-เอ เลนเกห์ (Bandar-e Lengeh) และเกาะเกชม์ (Qeshm Island) แรงระเบิดส่งผลให้สถานีเรดาร์ชายฝั่ง คลังเก็บโดรน ระบบสื่อสารทหาร และระบบต่อต้านอากาศยานของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้เหตุการณ์อุกอาจในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐฯ อ้างว่าอิหร่านส่งโดรนและอาวุธนำวิถีเข้าโจมตีเรือบรรทุกสินค้าระหว่างประเทศติด ๆ กันถึง 2 ลำ ได้แก่ เรือ "Ever Lovely" สัญชาติตะวันตก และล่าสุดคือเรือบรรทุกน้ำมันดิบ "MT Kiku" ที่บรรทุกน้ำมันสากลมากกว่า 2 ล้านบาร์เรล

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียประกาศกร้าวขู่เตือนอิหร่านอย่างดุดันว่า

"เวลานี้อิหร่านกำลังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างน่าไม่อาย และหากสถานการณ์เดินหน้าไปถึงจุดที่สหรัฐฯ ไม่สามารถใช้ระบบเจรจาด้วยเหตุผลได้อีกต่อไป กองทัพสหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาดเดินทางไป 'ปิดจ๊อบ' (Militarily complete the job) สิ่งที่พวกเราเคยเริ่มต้นไว้สำเร็จอย่างแน่นอน"

 

2. อิหร่านสวนกลับ ยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศและกองเรือที่ 5 มะกันในคูเวต-บาห์เรน

หลังสิ้นเสียงระเบิดบนแผ่นดินอิหร่าน กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ออกแถลงการณ์ว่า กองทัพเรือและกองทัพอากาศอิหร่านได้ร่วมกันเปิดระบบปฏิบัติการเปิดเกมรุกสวนกลับสายฟ้าแลบ โดยการระดมยิงขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missiles) และฝูงโดรนพลีชีพพุ่งเป้าถล่มฐานทัพทหารอเมริกันในต่างแดนจำนวน 2 แห่งหลัก ประกอบไปด้วย

  • ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็ม (Ali Al Salem Airbase) ในประเทศคูเวต ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของเครื่องบินรบสหรัฐฯ
  • ฐานทัพเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ณ พอร์ตซัลมาน (Port Salman) ในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมน่านน้ำตะวันออกกลางทั้งหมดของกองทัพเรือสหรัฐฯ

แถลงการณ์ของ IRGC ระบุชัดเจนว่า การสั่งเปิดระบบยิงถล่มในครั้งนี้อ้างอิงตามมาตรา 5 ของข้อตกลง MoU ที่ระบุว่า สิทธิ์ในการจัดระเบียบและควบคุมระบบการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดเป็นสิทธิ์ขาดของประเทศเจ้าของชายฝั่งอย่างอิหร่าน และการที่สหรัฐฯ พยายามเข้ามาตั้งระบบขนส่งเส้นทางใหม่ร่วมกับองค์กรสากลโดยไม่ผ่านความเห็นชอบถือเป็นการฉีกหน้าและละเมิดอำนาจอธิปไตย ซึ่งหากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดระบบส่งเครื่องบินมารุกราน ทางอิหร่านก็พร้อมจะสั่งยุติโต๊ะเจรจาสันติภาพทั้งหมด และเปิดโจมตีสั่งสอนขั้นรุนแรง (Crushing Response) ทันที อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานตัวเลขทหารอเมริกันเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสรวมถึงความเสียหายรุนแรงของสิ่งปลูกสร้างในคูเวตและบาห์เรน

 

3. เสียงหวอเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหว คูเวต-บาห์เรน เปิดระบบต้านขีปนาวุธฉุกเฉิน

ผลจากการเปิดระบบยิงถล่มของอิหร่านส่งผลให้เกิดสภาวะตื่นตระหนกขั้นสูงสุดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอ่าวอาหรับ โดยกระทรวงมหาดไทยของประเทศบาห์เรนได้สั่งเปิดระบบไซเรนและเสียงหวอเตือนภัยทางอากาศดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง พร้อมออกคำสั่งด่วนให้ประชาชนทิ้งที่อยู่อาศัยและอพยพหลบภัยเข้าสู่สถานบังคับการหรือชั้นใต้ดินทันที เช่นเดียวกับกองทัพประเทศคูเวต ที่ออกแถลงการณ์ด่วนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศและต่อต้านขีปนาวุธของคูเวตได้เริ่มเปิดระบบดักจับและยิงทำลายวัตถุระเบิดต้องสงสัยเหนือท้องฟ้าแล้ว

ขณะที่รัฐบาลประเทศโอมาน ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และยูเออี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุโจมตีของอิหร่านในครั้งนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดระบบความปลอดภัยและทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการผลิตพลังงานของภูมิภาค ทั้งนี้ นักวิเคราะห์การเมืองในเตหะรานชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือ "เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Leverage) ชิ้นสุดท้ายที่อิหร่านมีไว้ใช้ต่อรองกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ บนโต๊ะเจรจา หากยอมปล่อยให้สหรัฐฯ ใช้กำลังบุกชิงพื้นที่ควบคุมนี้ไป อิหร่านจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล่มสลายระบบความมั่นคงแห่งชาติทันที จึงเป็นเหตุผลให้อิหร่านพร้อมลงสนามสู้ตายในสมรภูมินี้

 

4. อิสราเอลผสมโรงบึ้มเลบานอน ทูตขวาจัดชี้ดีลหยุดยิงคือ "ภาพลวงตาที่อันตราย"

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สถานการณ์ภาคพื้นดินในประเทศเลบานอนได้เกิดความแตกแยกและเกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ หลังจากอิสราเอลฉวยโอกาสความวุ่นวายนี้ส่งเครื่องบินรบบุกทิ้งระเบิดโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอนซ้ำ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 1 ราย ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่รัฐบาลเลบานอนและอิสราเอลเพิ่งจะร่วมลงนามกรอบข้อตกลงกรอบสันติภาพชั่วคราว (Framework Agreement) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล ได้ออกมาโพสต์ข้อความแถลงการณ์โจมตีข้อตกลงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่าดีลหยุดยิงนี้เป็น "ความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นภาพลวงตาที่อันตรายขั้นสูงสุด" เนื่องจากกองทัพเลบานอนไม่มีระบบและกำลังพลที่แข็งแกร่งพอในการปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ การเซ็นสัญญาหยุดยิงจึงไม่ต่างอะไรจากการส่งถังออกซิเจนไปต่อลมหายใจให้กลุ่มก่อการร้ายกลับมาแว้งกัดอิสราเอลในอนาคต

สอดคล้องกับภาพรวมที่ นายนาอิม กัสเซม ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ออกมาแถลงการณ์ประกาศปฏิเสธและไม่ยอมรับกรอบข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวอย่างเด็ดขาด โดยตราหน้าว่าเป็นข้อตกลงที่ "น่าอัปยศอดสูและเป็นการยอมจำนนสูญเสียอธิปไตยของชาติให้แก่ศัตรู" ส่งผลให้ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน แห่งเลบานอน ต้องส่งหนังสือด่วนถึง ปธน. ทรัมป์ บีบให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงและหยุดยั้งการรุกรานของกองทัพอิสราเอลโดยเร็วก่อนสมรภูมิจะลุกเป็นไฟทั่วภูมิภาค

ข่าวล่าสุด