แถลงการณ์ของ IRGC ระบุชัดเจนว่า การสั่งเปิดระบบยิงถล่มในครั้งนี้อ้างอิงตามมาตรา 5 ของข้อตกลง MoU ที่ระบุว่า สิทธิ์ในการจัดระเบียบและควบคุมระบบการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดเป็นสิทธิ์ขาดของประเทศเจ้าของชายฝั่งอย่างอิหร่าน และการที่สหรัฐฯ พยายามเข้ามาตั้งระบบขนส่งเส้นทางใหม่ร่วมกับองค์กรสากลโดยไม่ผ่านความเห็นชอบถือเป็นการฉีกหน้าและละเมิดอำนาจอธิปไตย ซึ่งหากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดระบบส่งเครื่องบินมารุกราน ทางอิหร่านก็พร้อมจะสั่งยุติโต๊ะเจรจาสันติภาพทั้งหมด และเปิดโจมตีสั่งสอนขั้นรุนแรง (Crushing Response) ทันที อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานตัวเลขทหารอเมริกันเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสรวมถึงความเสียหายรุนแรงของสิ่งปลูกสร้างในคูเวตและบาห์เรน
3. เสียงหวอเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหว คูเวต-บาห์เรน เปิดระบบต้านขีปนาวุธฉุกเฉิน
ผลจากการเปิดระบบยิงถล่มของอิหร่านส่งผลให้เกิดสภาวะตื่นตระหนกขั้นสูงสุดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอ่าวอาหรับ โดยกระทรวงมหาดไทยของประเทศบาห์เรนได้สั่งเปิดระบบไซเรนและเสียงหวอเตือนภัยทางอากาศดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง พร้อมออกคำสั่งด่วนให้ประชาชนทิ้งที่อยู่อาศัยและอพยพหลบภัยเข้าสู่สถานบังคับการหรือชั้นใต้ดินทันที เช่นเดียวกับกองทัพประเทศคูเวต ที่ออกแถลงการณ์ด่วนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศและต่อต้านขีปนาวุธของคูเวตได้เริ่มเปิดระบบดักจับและยิงทำลายวัตถุระเบิดต้องสงสัยเหนือท้องฟ้าแล้ว
ขณะที่รัฐบาลประเทศโอมาน ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และยูเออี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุโจมตีของอิหร่านในครั้งนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดระบบความปลอดภัยและทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการผลิตพลังงานของภูมิภาค ทั้งนี้ นักวิเคราะห์การเมืองในเตหะรานชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือ "เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Leverage) ชิ้นสุดท้ายที่อิหร่านมีไว้ใช้ต่อรองกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ บนโต๊ะเจรจา หากยอมปล่อยให้สหรัฐฯ ใช้กำลังบุกชิงพื้นที่ควบคุมนี้ไป อิหร่านจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล่มสลายระบบความมั่นคงแห่งชาติทันที จึงเป็นเหตุผลให้อิหร่านพร้อมลงสนามสู้ตายในสมรภูมินี้
4. อิสราเอลผสมโรงบึ้มเลบานอน ทูตขวาจัดชี้ดีลหยุดยิงคือ "ภาพลวงตาที่อันตราย"
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สถานการณ์ภาคพื้นดินในประเทศเลบานอนได้เกิดความแตกแยกและเกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ หลังจากอิสราเอลฉวยโอกาสความวุ่นวายนี้ส่งเครื่องบินรบบุกทิ้งระเบิดโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอนซ้ำ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 1 ราย ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่รัฐบาลเลบานอนและอิสราเอลเพิ่งจะร่วมลงนามกรอบข้อตกลงกรอบสันติภาพชั่วคราว (Framework Agreement) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล ได้ออกมาโพสต์ข้อความแถลงการณ์โจมตีข้อตกลงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่าดีลหยุดยิงนี้เป็น "ความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นภาพลวงตาที่อันตรายขั้นสูงสุด" เนื่องจากกองทัพเลบานอนไม่มีระบบและกำลังพลที่แข็งแกร่งพอในการปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ การเซ็นสัญญาหยุดยิงจึงไม่ต่างอะไรจากการส่งถังออกซิเจนไปต่อลมหายใจให้กลุ่มก่อการร้ายกลับมาแว้งกัดอิสราเอลในอนาคต
สอดคล้องกับภาพรวมที่ นายนาอิม กัสเซม ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ออกมาแถลงการณ์ประกาศปฏิเสธและไม่ยอมรับกรอบข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวอย่างเด็ดขาด โดยตราหน้าว่าเป็นข้อตกลงที่ "น่าอัปยศอดสูและเป็นการยอมจำนนสูญเสียอธิปไตยของชาติให้แก่ศัตรู" ส่งผลให้ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน แห่งเลบานอน ต้องส่งหนังสือด่วนถึง ปธน. ทรัมป์ บีบให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงและหยุดยั้งการรุกรานของกองทัพอิสราเอลโดยเร็วก่อนสมรภูมิจะลุกเป็นไฟทั่วภูมิภาค