บาฆาอีระบุว่า คณะทำงานที่เตหะรานส่งไปกรุงโดฮานั้นเป็นเพียง "คณะผู้เชี่ยวชาญ" ที่มีภารกิจไปติดตามการบังคับใช้ข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. โดยเฉพาะการทวงสินทรัพย์และเงินรายได้จากการขายน้ำมันของอิหร่านที่ถูกแช่แข็งในต่างแดนจำนวน 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งสหรัฐฯ ตกลงจะแบ่งจ่ายคืนให้ 2 งวด งวดละ 6,000 ล้านดอลลาร์) ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ที่ออกมาจวกการข่มขู่และพฤติกรรมคุยโวเกินจริงของสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าเตหะรานจะปฏิบัติตามข้อตกลง MoU ก็ต่อเมื่อทำเนียบขาวยอมทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
2. แจงเงื่อนไขสัญญาสงบศึก อิหร่านยันไม่เริ่มคุยข้อตกลงสุดท้ายหากสหรัฐฯ ไม่หยุดคว่ำบาตร
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยังได้อธิบายเพิ่มเติมโดยระบุว่าการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์นั้น "ยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นแต่อย่างใด" เนื่องจากภายใต้มาตรา 13 ของข้อตกลง MoU ระบุไว้ชัดเจนว่า การจะเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้นั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรา 1, 4, 5, 10 และ 11 ให้สำเร็จลุล่วงเสียก่อน
สำหรับรายละเอียดของข้อตกลงที่อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตาม มีดังนี้
- มาตรา 1:ยุติสงครามในทุก ๆ ด้าน รวมถึงการโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน
- มาตรา 4: สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อเมืองท่าต่าง ๆ ของอิหร่าน และถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับพรมแดนอิหร่าน
- มาตรา 5:เปิดเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ
- มาตรา 10:ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีของอิหร่าน (ปัจจุบันสหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติขยายเวลาผ่อนผันชั่วคราวเท่านั้น)
- มาตรา 11:คืนสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศทั้งหมดกลับคืนสู่อิหร่าน