วงในปูดต้องจ่ายแสนซื้อเก้าอี้ โกงสอบท้องถิ่น ชายแดนใต้หนักสุด
03 ก.ค. 2569 | prisana_tha

วงในเผยยอมจ่าย 1 แสนบาทแลกงานราชการหลายหน่วยงานสอบ สอดคล้องกับข้อมูลจากอดีตรองผู้ว่าฯ แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่นชายแดนใต้หนักสุด
ข่าว
03 ก.ค. 2569 | prisana_tha

วงในเผยยอมจ่าย 1 แสนบาทแลกงานราชการหลายหน่วยงานสอบ สอดคล้องกับข้อมูลจากอดีตรองผู้ว่าฯ แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่นชายแดนใต้หนักสุด
KEY
POINTS
3 กรกฎาคม 2569 การตรวจสอบขบวนการ “โกงสอบท้องถิ่น” เดือดต่อเนื่อง หลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ลั่นวลี “ไม่ใหญ่ทำไม่ได้” พร้อมเดินหน้าขยายผลข้าราชการร่วมโกงสอบ ขณะเดียวกันมีข้อมูลลึกจากอดีตรองผู้ว่าฯ และคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่วงใน พื้นที่ชายแดนใต้ ยอมรับต้องจ่ายเงิน 100,000 บาท แลกเก้าอี้รับราชการในหลายหน่วย
โดยขบวนการโกงสอบท้องถิ่นฝังรากลึก ฝีแตกฟอนเฟะไปเกือบทุกหย่อยหญ้า ที่ล่าสุด นายกหนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทย แถลงผลสอบของกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 พบข้าราชการกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวข้องรวม 5 ราย และสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พร้อมวรรคทอง “ไม่ใหญ่ทำไม่ได้”
ขณะเดียวกันมีข้อมูลเอ็กซ์คลูซีฟจาก นายสมโภช โชติชูช่วง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ออกมาแฉพฤติการณ์ “เชื้อชั่วผสมพันธุ์” ระหว่างนักการเมืองและข้าราชการทุจริต ตั้งแต่ต้นทางอย่างการโกงสอบบรรจุ ไปจนถึงปลายทางในการส่งส่วยรายปีเพื่อรักษาเก้าอี้
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยในขณะนี้ อาจจบลงด้วยการ "ฆ่าตัดตอน" เพียงแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่สามารถสาวถึง "ตัวการใหญ่" ได้
โดยตอนหนึ่งนายสมโภช ระบุว่า ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือการชี้เป้าไปที่ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่สร้าง "เชื้อชั่ว" ในระบบมหาดไทยมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ความมั่นคงที่มีข้อยกเว้นทางกฎหมายและการคลังหลายประการ เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ทุจริตใช้ช่องทางนี้หาเงิน ซื้อตำแหน่งขยับระดับจาก 6 ไป 7 จาก 7 ไป 8 และไต่เต้าสู่นายอำเภอ ปลัดจังหวัด จนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วนำพฤติกรรมทุจริตไปแพร่กระจายต่อในจังหวัดอื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการรีดไถในระบบราชการไทยฝังรากลึกมานาน
ด้านนักปกครองท้องถิ่นรายหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ตนเองและน้องสาวต้องยอมจ่ายเงินคนละ 100,000 บาท ให้กับ "นักการเมืองในพื้นที่" เพื่อแลกกับการได้เข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว ปัจจุบันทั้งคู่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามปกติ
"การสอบแข่งขันตามระบบปกติมันไม่ง่ายเลย สอบตั้งหลายครั้งก็ยังไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งมีนักการเมืองในพื้นที่เข้ามาถามตรงๆ พร้อมบอกเงื่อนไขว่าต้องจ่าย 1 แสนบาทเพื่อเป็นค่าเปิดทาง ตอนแรกยอมรับว่ากลัวจะโดนหลอกฟรี แต่ใจลึกๆก็มั่นใจระดับหนึ่ง เพราะได้ยินกระแสข่าวลือมาตลอดว่า ถ้าอยากทำงานราชการที่นี่ ยังไงก็ต้องจ่ายเงิน" นักปกครองท้องถิ่นรายนี้ระบุ
หลังจากตนเองจ่ายเงินก้อนแรกและเข้าทำงานได้สำเร็จประมาณ 1 ปี เมื่อเห็นว่าระบบนี้ "ได้ผลจริง" น้องสาวจึงตัดสินใจจ่ายเงินอีก 100,000 บาท ในเกณฑ์เดียวกัน จนถึงปัจจุบันทั้งคู่ทำงานในระบบนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว
เมื่อถามถึงภาพรวมในองค์กร นักปกครองท้องถิ่นรายนี้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่า พฤติการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และไม่ได้มีเพียงแค่ตนกับน้องสาวเท่านั้น ในที่ทำงานมีอีกเยอะ มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่อีกเป็นจำนวนมากที่ใช้วิธีการเดียวกันในการเข้าสู่ตำแหน่ง ไม่ใช่แค่ท้องถิ่น แต่เพื่อนรอบตัวที่จ่ายเงินก้อน ก็สามารถเข้าเป็นครู หรือได้ทำงานบนที่ว่าการอำเภอหรือโรงพยาบาล เช่นกัน บางคนพ่อเป็น ผอ.โรงพยาบาลบรรจุให้ลูกเป็นนักวิชาการประจำโรงพยาบาล
"มีเพื่อนทำงานที่อำเภอบอกว่า ถ้าอยากจะเข้าทำงานที่นี่ก็ต้องจ่ายเงิน เพราะต่อให้สอบแทบตายยังไงก็ไม่เคยได้ กลายเป็นว่าถ้าอยากได้งานก็ต้องยอมจ่าย ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ในกลุ่มคนทำงานต่างเข้าใจและรับรู้กันดี จนกลายเป็นค่านิยมที่กลืนกินระบบไปแล้ว ทุกคน จำใจยอมรับระบบ เพราะ ‘กลไกปกติ’ พึ่งพาไม่ได้”
ในตอนท้าย นักปกครองท้องถิ่นรายนี้ ย้ำว่า ลึกๆ แล้วไม่ได้มีใครอยากจ่ายเงินทุจริตเพื่อแลกกับการทำงาน แต่เพราะระบบราชการในพื้นที่ถูกทำให้เป็นแบบนี้ จนผู้สมัครสอบหมดศรัทธาในระบบคุณธรรม
"จริงๆ ก็ไม่ได้อยากจ่ายเงินเพื่อเข้าทำงานหรอก แต่อยู่ในพื้นที่นี้ทุกคนรู้ดีว่าระบบมันเป็นแบบนั้นไปแล้ว ถ้าอยากได้งาน อยากมีความมั่นคง และสอบตามปกติแล้วไม่ได้ เงินจึงกลายเป็นทางออกเดียวที่การันตีผลได้ จนกลายเป็นค่านิยมที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน" นักปกครองรายนี้กล่าวทิ้งท้าย