ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งตัวลดลงร้อยละ 0.5 ซื้อขายอยู่ที่ 76.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เนื่องจากระบบตลาดเริ่มเกิดความเชื่อมั่นว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามกรอบข้อตกลงชั่วคราวจะช่วยระบายปริมาณน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินสายทัวร์กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ทั้งยูเออี คูเวต และบาห์เรน ได้ออกมาแถลงการณ์ประกาศกร้าวว่า ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ในอนาคต อิหร่านจะไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดยเด็ดขาด เพื่อรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือสากล
3. วุฒิสภาโหวตผ่านมติริบอำนาจ "ทรัมป์" ในการทำสงครามกับอิหร่าน
เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ภายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติเห็นชอบ 50 ต่อ 48 เสียง ผ่านร่างข้อมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งส่งผลเป็นการออกคำสั่งบังคับให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องถอนกำลังทหารและยุติการส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามหรือปะทะกับประเทศอิหร่านโดยตรง
ระบบคะแนนเสียงในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจเนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน (พรรครัฐบาล) ถึง 4 ราย ได้แก่ ซูซาน คอลลินส์, แรนด์ พอล, บิล แคสซิดี และ ลิซา เมอร์คอฟสกี ตัดสินใจโหวตสวนมติวิปฝ่ายตนเองเพื่อหันมาสนับสนุนร่างข้อมติดังกล่าวร่วมกับพรรคเดโมแครต ทำให้นี่นับเป็นครั้งแรกที่วุฒิสภาสามารถผ่านมติเพื่อควบคุมและสกัดกั้นการใช้อำนาจทหารในตะวันออกกลางของปธน. ทรัมป์ ได้สำเร็จ
4. เจรจาอิสราเอล-เลบานอนส่อเค้าพัง ทูตชี้สภาพเหมือน "รถไฟชนกัน"
ด้านสถานการณ์ภาคพื้นดินในเลบานอน แม้ว่าภาพรวมข้อตกลงหยุดยิงจะยังคงมีผลบังคับใช้ แต่ล่าสุดเกิดเหตุตึงเครียดเมื่อกองทัพอิสราเอลเปิดฉากยิงถล่มทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกแถลงการณ์ประณามทันทีว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ขณะเดียวกัน การเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพรอบที่ 5 ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางเริ่มเผชิญทางตัน โดยเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ ได้ออกมาอธิบายสภาพการประชุมในครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเหมือน "ซากปรักหักพังของรถไฟชนกัน" (Train Wreck) เนื่องจากอิสราเอลมองว่า บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้กลายเป็นการชุบชีวิตและต่อลมหายใจ (A new lease on life) ให้แก่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง พร้อมทั้งยืนกรานเสียงแข็งว่า กองทัพอิสราเอลจะไม่มีวันยอมถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เขตปลอดภัย (Security Zone) ทางตอนใต้ของเลบานอนตราบใดที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นภัยคุกคาม ขณะที่การเมืองภายในของอิสราเอลเริ่มเกิดรอยร้าวและส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู อย่างรุนแรงที่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และสร้างความสั่นคลอนในความสัมพันธ์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ
5. กองทัพอิหร่านประกาศปรับระบบ ขยับสู่ "เปิดเกมรุกยุทธศาสตร์"
ปิดท้ายด้วยระบบความมั่นคงภายในฝั่งเตหะราน พลเอก อาหมัด เรซา ปูร์ดาสตาน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและศึกษาเชิงยุทธศาสตร์กองทัพบกอิหร่าน ได้ออกมาแถลงการณ์เปิดเผยต่อสำนักข่าวฟาร์สว่า ในเวลานี้โครงสร้างยุทธศาสตร์ทางการทหารของประเทศอิหร่านได้ทำการปรับเปลี่ยนระบบจากเดิมที่เป็น "ตั้งรับเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Patience) ขยับขยายไปสู่ "เปิดเกมรุกเต็มรูปแบบ" (Offensive Doctrine) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภายใต้ระบบคิดแบบเปิดเกมรุกนี้ กองทัพอิหร่านได้บรรจุแผนการโจมตีแบบชิงลงมือก่อน (Preemptive Operations) เอาไว้ในระบบปฏิบัติการ และหากมีความจำเป็นต่อผลประโยชน์ของชาติ กองทัพอิหร่านก็พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบเพื่อสร้างความประหลาดใจและสร้างความเสียหายให้แก่ศัตรูในสมรภูมิที่ไม่เปิดเผยทันที พร้อมส่งสัญญาณยืนยันระบบความพร้อมสูงสุดในการส่งกำลังบำรุงและอาวุธเข้าไปช่วยเหลือปกป้องประชาชนในประเทศเลบานอนอย่างเต็มกำลัง