เนชั่นทีวี

ข่าว

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดัน “ทรัมป์” รอบด้าน

16 เม.ย. 2569

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดัน “ทรัมป์” รอบด้าน

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจา 16 เม.ย. 69 หลังตึงเครียดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะทรัมป์ เผชิญแรงกดดันการเมือง-พันธมิตร หาทางลงวิกฤต

จับสัญญาณ “สหรัฐ-อิหร่าน” จัดเจรจารอบใหม่

 

การเจรจารอบสองระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน น่าจะเกิดขึ้นแน่นอนแล้ว ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 นี้

 

สาเหตุที่น่าจะฟันธงได้ เพราะข้อมูลนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอง โดยเป็นการพูดกับหนังสือพิมพ์ The New York Post

 

ทรัมป์ บอกเอาไว้เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯว่า การเจรจากับอิหร่านอาจเกิดขึ้นอีกครั้งที่กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน ภายใน 2 วันที่จะถึง ซึ่งก็คือวันที่ 16 เมษายน 2569

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดัน “ทรัมป์” รอบด้าน

 

ความเคลื่อนไหวนี้ได้รับการรับรองจาก นาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ ที่อ้างถึงการหารือกับนาย Ishaq Dar รองนายกรัฐนมตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน

 

โดยคณะเจรจาของสหรัฐฯ น่าจะเป็นทีมเดิม นำโดย นาย JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึง นาย Steve Witkoff ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ นาย Jared Kushner บุตรเขยของทรัมป์ ซึ่งไปร่วมเจรจารอบที่แล้วด้วยเช่นกัน

 

สาดสงครามจิตวิทยา โหมโรงก่อนขึ้นโต๊ะเจรจา

 

โอกาสของการเจรจายิ่งมีสูงขึ้น เมื่อแต่ละฝ่ายสาดสงครามจิตวิทยาเข้าใส่กัน

 

ฝ่ายสหรัฐฯ : อ้างว่าประสบความสำเร็จในมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน 

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดัน “ทรัมป์” รอบด้าน

 

- มีกำลังพลทางทหารมากกว่า 10,000 นาย รวมถึงเรือรบและอากาศยานจำนวนมาก เข้าร่วมในปฏิบัติการปิดล้อม

 

- ส่งผล...ไม่มีเรือลำใด สามารถฝ่าการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้ในห้วง 24 ชั่วโมงแรก

 

- มีเรือพาณิชย์ 6 ลำ ปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพสหรัฐฯ เดินเรือกลับสู่ท่าเรือของอิหร่านในอ่าวโอมาน

 

- ขณะเดียวกัน สหรัฐฯก็เพิ่มแรงกดดันกับอิหร่าน ด้วยการเตรียมกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอีกรอบ โดยจะไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว ซึ่งมีกำหนดจะสิ้นสุดใน 19  เมษายน 2569 นี้

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดัน “ทรัมป์” รอบด้าน

- เตรียมใช้ “มาตรการคว่ำบาตรรอง” ต่อสถาบันการเงินต่างประเทศที่ยังคงสนับสนุนกิจกรรมของอิหร่านด้วย

 

ฝ่ายอิหร่าน : เปิดตัวเลขค่าเสียหายจากสงครามที่ตนถูกโจมตี สูงถึงกว่า 9 ล้านล้านบาท (เมื่อคิดเป็นเงินไทย)

 

- ความต้องการให้สหรัฐฯ และอิสราเอล จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เคยอยู่ในข้อเรียกร้องเดิมของอิหร่าน

 

- แต่ภายหลังอิหร่านเปลี่ยนข้อเสนอเป็นขอสิทธิ์ในการเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากเรือทุกลำ ลำละ 2 ล้านดอลลาร์

 

 - ล่าสุดมีการเปิดตัวเลขความเสียหายออกมา เหมือนเตรียมจะนำเข้าสู่โต๊ะเจรจา

 

“ทรัมป์” เป๋ - สหรัฐฯเซ - เดโมแครตรุกฆาต

 

การประกาศเองของทรัมป์ เพื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจารอบใหม่ เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่หลายฝ่ายมองว่า “ทรัมป์และสหรัฐฯ กำลังเป๋”

 

1.ให้สัมภาษณ์ และโพสต์ข้อความ โพสต์ภาพสร้างประเด็นรายวัน จนถูกวิจารณ์ว่าเป็น “คนบ้า”

 

- ถูกตั้งข้อสังเกตเชิงกล่าวหาว่า หากไม่แกล้งทำเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลว ก็จงใจทำเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะหากำไรจากตลาดหุ้น และตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าแบบระยะสั้น

 

2.การเมืองภายในประเทศกำลังถูกรุก และกดดันหนักจากคู่ต่อสู้ทางการเมือง

 

- พรรคเดโมแครตรวมตัวยื่นร่างกฎหมายที่จะส่งผลให้เกิดการถอดถอนทรัมป์ได้ โดยไม่ต้องใช้กระบวนการถอดถอน หรือ impeachment

 

- ถูกสื่อมวลชนขุดคุ้ยอาการป่วย การใช้ยาจำนวนมากเพื่อรักษาสภาพร่างกายให้เหมือนคนปกติ

 

- การเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งมีแนวโน้มว่า ทรัมป์และรีพับลิกันจะแพ้เดโมแครตอย่างหมดรูป จนสูญเสียสถานะเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ส่งผลให้ 2 ปีที่เหลือของทรัมป์ กลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ถูกตัดงบ และเสนอกฎหมายไม่ได้

 

- อาจถูกตรวจสอบอย่างจริงจังทั้งเรื่องการทำสงครามโดยไม่ขออนุมัติสภา การละเมิดกติการะหว่างประเทศ การสั่งใช้กำลังแทรกแซงกิจการของประเทศอื่น อย่าง เวเนซุเอลา

 

- ประเด็นร้อนแรงที่สุดคือข้อมูลที่สื่อนำมาเปิดโปงว่า ก่อนทำสงครามกับอิหร่าน มีการเปิดให้ เนทันยาฮู เข้าไปร่วมประชุมในห้องประชุมลับ ในทำเนียบขาว ซึ่งผิดกฎและผิดธรรมเนียมของสหรัฐฯอย่างรุนแรง ซ้ำยังมีการระบุข้อมูลว่า มีการปล่อยให้ เนทันยาฮู นั่งหัวโต๊ะด้วย ถือเป็นหลักฐานยืนยันว่า ทรัมป์ตัดสินใจทำสงครามจากการชี้นำของอิสราเอล

 

 3.การเปิดศึกกับ “โป๊ป ลีโอที่ 14” ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายศาสนจักร จนถูกตำหนิจากผู้นำหลายชาติ และชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค

 

- ทำให้เกิดวิวาทะกับนายกรัฐมนตรีอิตาลี

 

- ทำให้ สส.รีพับลิกัน เครียด เพราะกระทบกับฐานเสียงอนุรักษ์นิยม ซึ่งมีชาวอเมริกันนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิคราว 70 ล้านคน

 

4.มาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่อ้างว่าเป็นความสำเร็จ กำลังถูกขุดคุ้ยเปิดโปงว่าเป็นการ “โฆษณาชวนเชื่อ”

 

มิตรเก่ายังไม่เอาด้วย - “ทรัมป์” หมดตัวช่วย ลุ้นหาทางลง

 

 5.ถูกชาติพันธมิตรกดดันให้คลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ

 

- อาจารย์จรัญ มะลูลีม ให้ข้อมูลว่า แม้แต่พันธมิตรใกล้ชิดสหรัฐฯที่สุดในตะวันออกกลาง อย่างซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพหลายแห่งของสหรัฐฯ ยังออกมาเรียกร้องกดดันให้ทรัมป์ ลดขนาดของสงคราม

 

- สอดคล้องกับ “หม่อมปลื้ม” ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ที่บอกว่า มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์​มุซ ไม่ได้สร้างความลำบากให้กับอิหร่านเท่านั้น แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มประเทศรอบอ่าว ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯเองด้วย เพราะเรือขนส่งอาหาร ยา ก็ผ่านช่องแคบไม่ได้เช่นกัน

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดัน “ทรัมป์” รอบด้าน

- พันธมิตรเก่าแก่อย่างนาโต้ เริ่มตีตัวออกห่าง และรวมกลุ่มกันเองเพื่อหาทางคลี่คลายวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์​มุซ โดยไม่รอสหรัฐฯ

 

ทั้งหมดนี้กำลังเป็น “ตัวบังคับวิถี” ให้ทรัมป์ต้องยอมเปิดเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ และอาจต้อง “ยอมตามเงื่อนไขอิหร่าน” มากขึ้นไปอีก เพื่อหาทางลงให้ได้ เพราะเป็นการเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยที่สหรัฐฯไม่ใช่ฝ่ายได้เปรียบ

 

สอดรับกับการวิเคราะห์ของ “อาจารย์อุ๋ย” ประพฤติ ฉัตรประภาชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่โพสต์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯไม่มีทางยึดช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะถ้ายึดได้ ก็คงยึดไปนานแล้ว แต่ที่ทำขึงขังเพื่อปั่นราคาน้ำมัน หาประโยชน์ระยะสั้น และเข้าสู่โต๊ะพูดคุย

 

เดโมแครตเสนอ กม.ตั้งทีมเช็กสมรรถภาพ-ถอดทรัมป์

 

ขยายความร่างกฎหมายของ Jamie Raskin สส.พรรคเดโมแครต ที่เกี่ยวข้องกับการใช้บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 (25th Amendment) เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โดย Jamie Raskin สส.พรรคเดโมแครต ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้ง "คณะกรรมการพิจารณาความสามารถของประธานาธิบดี" (Commission on Presidential Capacity) ซึ่งเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 มาตรา 4 ที่ให้อำนาจสภาคองเกรสแต่งตั้ง "องค์กรอื่น" นอกเหนือจากคณะรัฐมนตรี มาทำงานร่วมกับรองประธานาธิบดี (ในที่นี้คือ J.D. Vance) เพื่อตัดสินว่าประธานาธิบดี "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้" หรือไม่

 

คณะกรรมการนี้จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 17 คน เช่น อดีตประธานาธิบดี แพทย์ และจิตแพทย์ เพื่อประเมินสุขภาพจิตและกายของผู้นำประเทศอย่างเป็นกลาง

 

แรงจูงใจสำคัญมาจากเหตุการณ์ล่าสุดในช่วงเดือนเมษายน 2026 กล่าวคือ

 

- คำพูดที่เป็นอันตราย โดยทรัมป์ มีการข่มขู่ว่าจะทำลายล้าง "อารยธรรมอิหร่าน" ให้สิ้นซาก หากไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงระดับโลก

 

- พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยมีการโพสต์ภาพที่เปรียบเทียบตัวเองเป็นพระเยซูคริสต์ และการวิพากษ์วิจารณ์โป๊ปอย่างรุนแรง

 

- ความกังวลเรื่องสุขภาพจิต โดยฝ่ายค้านและอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น อดีต ผอ. CIA มองว่าทรัมป์ ในวัย 79 ปี มีภาวะทางจิตใจที่ไม่เสถียรและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

 

อย่างไรก็ดี การเสนอกฎหมายเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาความสามารถของประธานาธิบดีครั้งนี้ ในทางปฏิบัติ มีโอกาสสำเร็จมีน้อยมาก เนื่องจาก

 

  - ปัจจุบันพรรครีพับลิกัน ยังคงคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนทรัมป์ หรือยังไม่พร้อมที่จะแตกหัก

 

 - แม้กฎหมายนี้จะผ่าน แต่การจะถอดถอนได้จริง ต้องได้รับความยินยอมจากรองประธานาธิบดี J.D. Vance ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของทรัมป์ การที่ Vance จะร่วมมือถอดถอนทรัมป์นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

 

- ร่างกฎหมายนี้ถูกมองว่าเป็น "การส่งสัญญาณ" ถึงความไม่เหมาะสมของทรัมป์ และเป็นการกดดันทางการเมืองมากกว่าที่จะหวังผลในการถอดถอนได้จริงในทันที

 

 

แผ่นดินไหวทางศีลธรรม เมื่อ ”ทรัมป์” เปิดศึก “โป๊ป”

 

การเปิดฉากโจมตี สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 หรือ “โป๊ปลีโอที่ 14” อย่างดุเดือดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องที่คนทั้งโลกจะยอมรับได้

 

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์อิสระจากสหรัฐอเมริกา เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "แผ่นดินไหวทางศีลธรรม” เพราะทำเนียบขาวและนครรัฐวาติกัน กลายเป็นสังเวียนของการปะทะทางอุดมการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ

 

ถือเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง "อำนาจทางโลก" ที่ถือครองทั้งกำลังทหารและเศรษฐกิจอันมหาศาล กับ "อำนาจทางจริยธรรม" อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั่วโลก

โป๊ปลีโอที่ 14

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 คือใคร?

 

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ทรงสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะ "พระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก" ทรงได้รับเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่งเมื่อไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา ทรงเป็นบุตรแห่งเซนต์ออกัสติน และขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการพูดได้หลายภาษา รวมถึงอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอังกฤษ

 

พระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่าเป็น "พระสันตะปาปาแห่งความเมตตา" ที่เน้นการเข้าหาผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคม ล่าสุดพระองค์กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนแอฟริกา 11 วัน (แอลจีเรีย, แคเมอรูน, แองโกลา และอิเควทอเรียลกินี) เพื่อส่งเสริมการเสวนาระหว่างศาสนาและสันติภาพ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับหลักการทางศาสนาเหนือพรมแดนทางการเมือง

 

3 ชนวนเหตุโจมตี “โป๊ป” - ใช้ภาพแซะไม่ใช่ครั้งแรก

 

ข้อมูลจากอาจารย์กฤษฎา ระบุว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทรัมป์ โจมตีล้อเลียน “โป๊ปลีโอ” โดยใช้ภาพที่ทำขึ้นโดย AI

 

ความไม่พอใจที่มีต่อ “โป๊ป ลีโอที่ 14” สะสมมาหลายเรื่อง ที่สำคัญมี 3 ประเด็นคือ

 

 1 สงครามในอิหร่าน ทรัมป์ ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านให้สิ้นซาก แต่พระสันตะปาปาทรงโต้กลับว่าการข่มขู่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ "รับไม่ได้อย่างยิ่ง"

 

 2 นโยบายผู้อพยพของทรัมป์ พระองค์ทรงวิจารณ์นโยบายเนรเทศผู้เข้าเมืองจำนวนมาก โดยชี้ว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

 3.ทรัมป์ เคยโพสต์ภาพ AI ที่ตัดต่อให้ตัวเองมีลักษณะคล้ายพระเยซู หรือแม้แต่แต่งกายคล้ายพระสันตะปาปา ซึ่งทางวาติกันมองว่าเป็น "การดูหมิ่นเหยียดหยามที่รุนแรง"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

บทเรียนจากประวัติศาสตร์ “อาณาจักร ปะทะ ศาสนจักร” 

 

อาจารย์กฤษฎา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอาณาจักร กับศาสนจักร จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นนานมากแล้วในโลกยุคปัจจุบัน

 

ที่สำคัญหากเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งที่ฝ่ายอาณาจักรรุกล้ำศาสนจักร ฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐมักจบไม่สวย และอาจเข้าข่ายทรราชย์

 

- ในอดีตช่วงยุคกลาง เคยมีการเผชิญหน้าระหว่าง จักรพรรดิไฮนริชที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ กับ สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 7 ในเหตุการณ์ "ความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะ" จนนำไปสู่การที่จักรพรรดิถูกขับออกจากศาสนา และต้องเดินลุยหิมะไปขอขมาพระสันตะปาปา

 

- ในศตวรรษที่ 20 การเผชิญหน้าระหว่าง นโปเลียน โบนาปาร์ต จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสผู้เกรียงไกร กับ พระสันตะปาปาหลายองค์ ถึงขั้นนำไปสู่การจองจำพระสันตะปาปา แต่สุดท้าย นโปเลียนก็พ่ายแพ้สงครามอย่างหมดรูป ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะกลางทะเลและเสียชีวิตในที่สุด

 

ผลสะเทือนต่อชาวอเมริกันคาทอลิก

 

การเปิดศึกวิวาทะกับ “โป๊ป ลีโอที่ 14” ทำให้มีข่าวแปลกๆ ออกมา เป็นเหมือนสงครามข่าวในอเมริกา เช่น

 

- มีข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่สองทรัมป์ ไม่ได้เอามือวาง บนไบเบิ้ล บางคนมองว่าเป็นเจตนา

 

- มีการโพสต์รูปต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย คล้ายตนเองเป็นพระเยซู

 

- ชาวอเมริกันฝ่ายขวาเริ่มออกมาโจมตีว่า ทรัมป์อาจไม่ใช่ชาวคริสเตียน และอาจมีศาสนาหรือลัทธิอื่น

 

- สำหรับชาวคาทอลิกอเมริกัน นี่คือ "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" หลายคนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ แต่กลับต้องใจสลายเมื่อเห็นผู้นำของตนโจมตีประมุขสูงสุดทางจิตวิญญาณ

 

- ล่าสุดชาวคาทอลิกเริ่มมีการเคลื่อนไหวจากบิชอปหลายท่าน ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ "ขอโทษ" โดยระบุว่าการวิจารณ์พระสันตะปาปาด้วยถ้อยคำรุนแรงเป็นการไม่เคารพต่อความเชื่อของศาสนิกชนนับล้าน