จับตา "ทรัมป์" เดินเกมเสี่ยง! ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ "ราคาน้ำมันพุ่งยาว 3 ปี" ส่อฉุดสหรัฐฯ ถดถอย
14 เม.ย. 2569

จับตา "ทรัมป์" เดินเกมเสี่ยง! ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ "ราคาน้ำมันพุ่งยาว 3 ปี" ส่อฉุดสหรัฐฯ ถดถอย-ดันโลกสู่ระเบียบใหม่
ข่าว
14 เม.ย. 2569

จับตา "ทรัมป์" เดินเกมเสี่ยง! ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ "ราคาน้ำมันพุ่งยาว 3 ปี" ส่อฉุดสหรัฐฯ ถดถอย-ดันโลกสู่ระเบียบใหม่
14 เมษายน 2569 นักวิเคราะห์จากหลากหลายสำนัก ทั้งไทยและแม้แต่สหรัฐฯเอง ประเมินตรงกันว่า ยุทธการ “ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศ จะไม่ส่งผลบวกต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และในระยะยาวจะไม่สร้างความได้เปรียบให้กับสหรัฐฯ
ล่าสุด อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ซึ่งพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และมีเครือข่ายช่องทางการสื่อสารกับคนในทำเนียบขาว คาดการณ์ว่า
หากกองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดกั้นเรือที่ออกจากท่าเรือของอิหร่านตามที่ประกาศจริง
ฝ่ายอิหร่านจะใช้ยุทธวิธีที่ได้ผลคือ “เจ็บไปด้วยกัน” และคงวางทุ่นระเบิดเพิ่ม
รวมทั้งใช้โดรนพลีชีพ ไม่ให้เรือของชาติอื่นผ่านเช่นกัน
ผลที่จะตามมาก็คือ บริษัทประกันภัยเรือต่างๆ ก็ต้องบังคับให้เรือทุกลำหยุดเดินเรือเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้าเสี่ยง
สรุปก็คือกองทัพเรือสหรัฐฯจะไม่สามารถคัดกรองเรือได้อย่างที่หวังไว้ และช่องแคบก็จะถูกปิดตายค่อนข้างแน่นอน จนกว่าจะเปิดการเจรจากันอีกรอบ ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อใด
นักวิเคราะห์จากหน่วยข่าวความมั่นคงของไทย ประเมินว่า สถานการณ์หลังสหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ จะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายไปกันใหญ่ แม้จุดประสงค์ของยุทธการนี้อาจเป็นความพยายามกดดันให้อิหร่านยอมผ่อนปรน และกลับไปเจรจา แต่ผลที่ตามมาไม่น่าจะ work
ฉะนั้นถ้าทรัมป์ไม่ถอย สถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลง และไม่ใช่แค่ตัวทรัมป์ แต่จะลากเอาสหรัฐฯ ทั้งเสื่อมเสียและถดถอยไปด้วย
นักวิเคราะห์จากหน่วยข่าวความมั่นคง ยังบอกด้วยว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องง่ายในทางยุทธวิธี เพราะอาวุธตามชายฝั่งของอิหร่านยังเหลืออีกมาก
แม้ทรัมป์จะอ้างว่าทำลายไปเกือบหมดแล้วก็ตาม ที่สำคัญคือความเชื่อมั่นของบริษัทเรือและบริษัทประกัน เนื่องจากอิหร่านไม่ต้องโจมตีเรือน้ำมันทุกลำ แค่โจมตีได้ลำเดียว
ก็จะส่งผลทางจิตวิทยาไปถึงทุกลำ ไม่มีใครกล้าเสี่ยงแน่ เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้อิหร่านจะเสียเปรียบทุกทาง แต่ได้เปรียบทางชัยภูมิ
อดีตหัวหน้าหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา” ให้กับหน่วยข่าวและฝ่ายความมั่นคงหลายหน่วยงาน ประเมินท่าทีของแต่ละฝ่ายในสงครามชุดนี้
// อิหร่าน //
- ทำได้แค่ตั้งรับ และพยายามรักษาอธิปไตยทุกวิถีทาง
- หากมองในเชิงเปรียบเทียบ อิหร่านเสียเปรียบด้านกำลังอำนาจทุกด้าน แต่มีความได้เปรียบเรื่องการทำสงครามระยะยาว โดยใช้บทเรียนที่สหรัฐฯแพ้สงครามเวียดนามและอัฟกานิสถานมาแล้ว
// สหรัฐฯ //
- ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล มีจุดอ่อนสำคัญมาก คือ เมื่อการเมืองภายในประเทศของตัวเองเปลี่ยน ทุกอย่างอาจเปลี่ยนทั้งหมด
- ทรัมป์มีเวลาไม่มากที่จะต้องจบสงครามนี้ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ถ้าทรัมป์เอาชนะด้วยอำนาจการรบไม่ได้ สุดท้ายต้องจบด้วยการทูต
**การจบด้วยการทูต จะมองว่าแพ้ก็ได้ ถ้าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสนอขอเจรจา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงหลายประเทศที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็ประเมินตรงกันว่า ไม่คิดว่าอิหร่านจะเป็นฝ่ายขอเจรจาก่อน
- ฉากสุดท้าย ถ้าสหรัฐฯ ถอย อิสราเอลก็ต้องถอย
อดีตหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคง ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งไทยต้องตั้งรับให้ดี
- สงครามชุดนี้จะทำลายภูมิภาคตะวันออกกลางไปขนาดไหน
- เศรษฐกิจโลกจะไม่เหมือนเดิมแน่ อย่างน้อยๆ อีก 1-3 ปี ซึ่งตอนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
**เราจะเผชิญกับสถานการณ์น้ำมันราคาสูงไปนานพอสมควร
- ผลกระทบจากสงครามจะสร้างมลภาวะในภูมิภาคอย่างไร
- การถลำตัวของสหรัฐฯ ด้วยการทำสงครามและติดกับดักสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งๆที่ เขตผลประโยชน์และความมั่นคงจริงๆ ของสหรัฐฯน่าจะอยู่ที่อินโด-แปซิฟิก จะทำให้สหรัฐฯสูญเสียบทบาทนำให้กับจีนหรือไม่
- การเมืองสหรัฐฯหลังยุคทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
- ระบบการเมืองโลก ที่สหรัฐฯกับนาโต้เคยเป็นผู้นำโลก อาจเปลี่ยนเป็นระบบการเมืองโลกแบบหลายขั้วอำนาจ ฯ
ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง วิเคราะห์แผนของสหรัฐฯ ในการ “ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ” ว่าเป็น “สงครามจิตวิทยา” และยังเชื่อว่าสุดท้ายจะจบที่โต๊ะเจรจารอบใหม่
- ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิดจริงๆ อยู่แล้ว เพราะมีเรือเข้า-ออกอยู่ตลอด โดยแล่นใกล้ฝั่งของอิหร่าน
- ที่ผ่านมามีน้ำมันอิหร่านทะลักออกจากช่องแคบฮอร์มุซ วันละหลายล้านบาร์เรล และเพิ่มอีกหลายแสนบาร์เรลในแต่ละวัน
- ฉะนั้นสิ่งที่สหรัฐฯทำตอนนี้ คือ ต้องการบีบอิหร่านไม่ให้นำน้ำมันออกมาได้ ถือเป็นสงครามจิตวิทยาส่วนหนึ่ง
- ถ้าสหรัฐฯทำสำเร็จ ต้องถือว่าน่าสนใจ เพราะทำให้อิหร่านได้รับแรงกดดันด้วยเช่นกัน ผิดกับที่ผ่านมาซึ่งไม่ได้รับแรงกดดันมากนัก เพราะปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดได้ตลอด
**นี่จึงเป็นการเผชิญแรงกดดันจริงๆ ครั้งแรกเรื่องน้ำมัน ต้องดูว่าจะรับได้ขนาดไหน และสหรัฐฯจะทำได้แค่ไหน
- ความท้าทายอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะการคุ้มกันกองเรือพาณิชย์ สหรัฐฯจะกล้ายิงหรือไม่ หากมีอะไรเกิดขึ้นมา แต่ถ้าถามอิหร่าน ฝั่งอิหร่านกล้ายิงแน่
- ฉะนั้นปฏิบัติการของสหรัฐฯ จะได้ผลน้อยกว่าฝั่งอิหร่าน
สรุป : ถ้าสหรัฐฯทำได้ตามแผน จะทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับ นำมาสู่การเจรจารอบต่อไป แต่ถ้าทำได้ไม่เยอะ สหรัฐฯก็ต้องยกระดับของการกดดัน อาจจะขู่เรื่องทำสงครามรอบใหม่
“ดูจากผลการเจรจาที่ล่มไป อิหร่านได้เปรียบในแง่ของการยืนระยะ และบีบคอหอยได้ (ปิดช่องแคบ) ก็เลยบีบคอหอยต่อไป แม้ข่าวจะออกมาสับสนว่าใครได้เปรียบ แต่ถ้าดูจากผลการเจรจา
อิหร่านไม่ยอม และยืนระยะได้ แสดงว่าเขาได้เปรียบกว่า ทั้งเรื่องช่องแคบ เรื่องขีปนาวุธ และกองกำลัง ทำให้สหรัฐฯ ต้องโต้กลับทันที ด้วยการปิดล้อมช่องแคบ นี่คือสิ่งที่เราเห็นจากโต๊ะเจรจา และปฏิกิริยาหลังโต๊ะเจรจา”
- โต๊ะเจรจายังไม่ถูกล้มไป และยังไม่มีฝ่ายไหน “ล้มโต๊ะ” ทีมเจรจาที่นำโดยปากีสถานเตรียมไว้ 2-3 จังหวะอยู่แล้ว และคงต้องรอไฟเขียวจากผู้นำสูงสุดของแต่ละฝ่าย
**ถ้าการปิดล้อมช่องแคบได้ผล อิหร่านต้องกลับมาคุยแน่ เพราะตอนถูกสหรัฐฯขู่หนักๆ ก็ยอมมาคุย แต่พอประเมินว่าสหรัฐฯไม่กล้าทำ ก็กลับมายืนระยะอีก
ส่วนเรื่องเลบานอน ยังสามารถคลายปมลง เพราะทูตอิสราเอล กับทูตเลบานอนกำลังจะคุย ฉะนั้นทุกอย่างยังต้องรอดูเป็นรายวัน
#ทรัมป์ #สงครามสหรัฐอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #น้ำมันแพง #ระเบียบโลกใหม่ #WorldWar3 #เศรษฐกิจโลก #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคง #ปณิธานวัฒนายากร
ข่าวล่าสุด