เนชั่นทีวี

ข่าว

โลกสะเทือน! "ทรัมป์" เปิดศึก "โป๊ปลีโอที่ 14" อาณาจักรท้าทายศาสนจักร เมื่ออำนาจรัฐบวกศรัทธา

15 เม.ย. 2569

โลกสะเทือน! "ทรัมป์" เปิดศึก "โป๊ปลีโอที่ 14" อาณาจักรท้าทายศาสนจักร เมื่ออำนาจรัฐบวกศรัทธา

“อ.กฤษฎา” วิเคราะห์ปรากฏการณ์ "แผ่นดินไหวทางศีลธรรม" หลังทรัมป์โจมตีพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 อย่างดุเดือด - เปิดชนวนเหตุ 3 ประการ

15 เมษายน 2569 กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ถ่ายทอดสถานการณ์เปราะบางที่สุดในรอบศตวรรษ เมื่อทำเนียบขาวและนครรัฐวาติกันกลายเป็นสังเวียนปะทะทางอุดมการณ์ระหว่าง "โดนัลด์ ทรัมป์" และ "สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14" ซึ่งนับเป็น "แผ่นดินไหวทางศีลธรรม" ที่โลกต้องจับตา

อาจารย์กฤษฎา ระบุว่า “เมื่อ "ทรัมป์" เปิดศึก "พระสันตะปาปา" : อาณาจักรท้าทายศาสนจักร”

สิ่งที่โลกกำลังประจักษ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงการโต้เถียงทางการเมืองทั่วไป แต่คือปรากฏการณ์ "แผ่นดินไหวทางศีลธรรม" ครั้งใหญ่ เมื่อทำเนียบขาวและนครรัฐวาติกันกลายเป็นสังเวียนของการปะทะทางอุดมการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ การเปิดฉากโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 (Pope Leo XIV) อย่างดุเดือดผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนความขัดแย้งส่วนบุคคลให้กลายเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง "อำนาจทางโลก" ที่ถือครองทั้งกำลังทหารและเศรษฐกิจอันมหาศาล กับ "อำนาจทางจริยธรรม" อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั่วโลก

ประโยคที่ว่า "หากไม่มีผมในทำเนียบขาว ลีโอก็ไม่ได้อยู่ในวาติกัน" ("If I wasn’t in the White House, Leo wouldn’t be in the Vatican") ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมที่โอหังของทรัมป์ แต่มันสะท้อนถึงความพยายามอ้างสิทธิ์เหนือความศักดิ์สิทธิ์และศาสนจักรอย่างรุนแรงประหนึ่งจะสถาปนาอำนาจรัฐให้อยู่เหนือศรัทธา ในขณะที่อีกฟากฝั่งของโลก พระสันตะปาปาลีโอที่ 14 กลับทรงเลือกที่จะนิ่งสงบและยืนหยัดเดินหน้าจาริกแสวงบุญในดินแดนแอฟริกาต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

สงครามน้ำลายข้ามทวีปครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของชายสองคนที่มีบุคลิกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่มันคือการปะทะกันของฟันเฟืองทางความคิดในโลกยุคใหม่: ระหว่าง "ชาตินิยมสุดโต่ง" ที่เน้นผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง กับ "มนุษยธรรมไร้พรมแดน" ที่ยึดถือคุณค่าสากลของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งผลลัพธ์จากการเผชิญหน้าครั้งนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของระเบียบโลกใหม่ และสั่นคลอนลึกลงไปถึงรากฐานจิตวิญญาณของอเมริกาและชาวคาทอลิกทั่วโลกไปอีกนานแสนนาน

ความขัดแย้งครั้งนี้มีความเปราะบางอย่างยิ่งเพราะมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามในอิหร่านและความไม่สงบในเวเนซุเอลา เมื่อผู้นำประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกกับผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีศาสนิกชนกว่า 1,400 ล้านคนทั่วโลกเกิดรอยร้าว ผลกระทบที่ตามมาอาจหมายถึง

1 การแตกแยกในสังคม: เกิดการเลือกข้างอย่างชัดเจนระหว่างความรักชาติ (Nationalism) และหลักมนุษยธรรมสากล (Universal Human Rights)

2 เสถียรภาพทางการเมืองในสหรัฐฯ: ฐานเสียงชาวคาทอลิกซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในสหรัฐฯ กำลังถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่าง "ประธานาธิบดีที่ตนเลือกมา" กับ "ประมุขแห่งศาสนจักร"

3 ความเสี่ยงต่อสันติภาพ: เมื่อเสียงเรียกร้องความสงบจากวาติกันถูกมองว่าเป็น "ศัตรู" ทางการเมือง ประตูด้านการทูตเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางก็ดูจะปิดสนิทลง

 

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 คือใคร?

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ทรงสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะ "พระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก" ทรงได้รับเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่งเมื่อไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา (ปี 2025) ทรงเป็นบุตรแห่งเซนต์ออกัสติน (Augustinian identity) และขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการพูดได้หลายภาษา (Polyglot) รวมถึงอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และแน่นอนคือภาษาอังกฤษ

พระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่าเป็น "พระสันตะปาปาแห่งความเมตตา" ที่เน้นการเข้าหาผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคม ล่าสุดพระองค์กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนแอฟริกา 11 วัน (แอลจีเรีย, แคเมอรูน, แองโกลา และอิเควทอเรียลกินี) เพื่อส่งเสริมการเสวนาระหว่างศาสนาและสันติภาพ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับหลักการทางศาสนาเหนือพรมแดนทางการเมือง

 

ปมขัดแย้งหลัก: สงคราม การเนรเทศ และอำนาจ 

ประเด็นที่เป็นชนวนเหตุสำคัญมี 3 ประการ:

 

  1. สงครามในอิหร่าน: ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านให้สิ้นซาก แต่พระสันตะปาปาทรงโต้กลับว่าการข่มขู่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ "รับไม่ได้อย่างยิ่ง" (Truly unacceptable)
  2. นโยบายผู้อพยพ: พระองค์ทรงวิจารณ์นโยบายเนรเทศผู้เข้าเมืองจำนวนมากของทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  3. การลบหลู่ทางศาสนา: ทรัมป์ได้โพสต์ภาพ AI ที่ตัดต่อให้ตัวเองมีลักษณะคล้ายพระเยซูหรือแม้แต่แต่งกายคล้ายพระสันตะปาปา ซึ่งทางวาติกันมองว่าเป็น "การดูหมิ่นเหยียดหยามที่รุนแรง" (Deeply offensive)

 

ถ้อยคำต่อถ้อยคำ: สงครามน้ำลายข้ามทวีป 

Donald Trump (Truth Social):

"I don’t want a Pope who thinks it’s OK for Iran to have a Nuclear Weapon. Leo should get his act together as Pope, stop catering to the Radical Left, and focus on being a Great Pope, not a Politician. It’s hurting the Catholic Church!"

(คำแปลไทย): "ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่ามันโอเคที่อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ ลีโอควรจัดการตัวเองให้ดีในฐานะโป๊ป เลิกเอาใจพวกซ้ายจัด และหันไปโฟกัสกับการเป็นโป๊ปที่ดี ไม่ใช่เป็นนักการเมือง สิ่งที่เขาทำมันกำลังทำลายคริสตจักรคาทอลิก!"

 

Pope Leo XIV (ตอบคำถามสื่อมวลชน Response to Reporters):

"I have no fear of the Trump administration, or speaking out loudly of the message of the Gospel... Enough of the idolatry of self and money! Enough of the display of power! Enough of war!"

(คำแปลไทย): "ข้าพเจ้าไม่มีความกลัวต่อรัฐบาลทรัมป์ หรือการที่จะพูดออกไปดังๆ ถึงสารแห่งพระวรสาร... พอเสียทีกับการบูชาตนเองและเงินทอง! พอเสียทีกับการแสดงอำนาจ! และพอเสียทีกับสงคราม!"

 

บทเรียนจากประวัติศาสตร์: การปะทะระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร 

ความขัดแย้งในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หายากยิ่งในยุคปัจจุบัน ในอดีตช่วงยุคกลาง (Middle Ages) เคยมีการเผชิญหน้าระหว่าง จักรพรรดิไฮนริชที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ กับ สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 7 ในเหตุการณ์ "ความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะ" (Investiture Controversy) จนนำไปสู่การที่จักรพรรดิถูกขับออกจากศาสนาและต้องเดินลุยหิมะไปขอขมาพระสันตะปาปา (The Humiliation of Canossa)

หรือในศตวรรษที่ 20 การเผชิญหน้าระหว่าง นโปเลียน โบนาปาร์ต และพระสันตะปาปาหลายองค์ ซึ่งนำไปสู่การจองจำพระสันตะปาปา อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 ที่อาวุธนิวเคลียร์และโซเชียลมีเดียมีอิทธิพล การปะทะกันครั้งนี้จึงดู "ดิบ" และ "ไร้กาลเทศะ" มากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

 

ความหมายต่อชาวคาทอลิกและชาวอเมริกัน 

สำหรับชาวคาทอลิกอเมริกัน นี่คือ "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" (The Great Dilemma) หลายคนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ แต่กลับต้องใจสลายเมื่อเห็นผู้นำของตนโจมตีประมุขสูงสุดทางจิตวิญญาณ

  • ชาวคาทอลิก: เริ่มมีการเคลื่อนไหวจากบิชอปหลายท่านที่ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ "ขอโทษ" โดยระบุว่าการวิจารณ์พระสันตะปาปาด้วยถ้อยคำรุนแรงเป็นการไม่เคารพต่อความเชื่อของศาสนิกชนนับล้าน
  • ศาสนาอื่นและผู้ไม่นับถือศาสนา: มองเรื่องนี้ว่าเป็นบททดสอบเรื่อง "เสรีภาพในการพูด" และ "ขอบเขตของอำนาจรัฐ" ว่ารัฐบาลมีสิทธิ์แทรกแซงหรือปิดปากผู้นำทางศีลธรรมได้หรือไม่