svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ทหารไทยเสียขาไม่หยุด ฝ่ายมั่นคงนิ่งเฉยจริงไหม ทำไมไม่ตอบโต้?

27 ก.พ. 2569

ทหารไทยเสียขาไม่หยุด กองทัพนิ่งเฉยจริงไหม ทำไมไม่ตอบโต้? "อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ" ตั้งข้อกังขา ฝ่ายมั่นคงเอาคืนแบบผิดฝาผิดฝั่งหรือไม่?

27 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดไปอีก 1 ขา ที่ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ แต่ฝ่ายไทย โดยเฉพาะกองทัพดูนิ่งๆ รีบออกมาสรุปว่า เป็น “ทุ่นระเบิดเก่า” และไม่ได้แสดงท่าทีว่า จะเปิดเกมรุกกลับกัมพูชา หรือแม้แต่ประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชา
 

เรื่องนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกคาใจ “ข่าวข้นคนข่าว” จึงสอบถามไปยังผู้รู้ เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ข้อมูลว่า
 

“ถ้าไม่ใช่การวางระเบิดใหม่ ฝ่ายเราตอบโต้ไม่ได้ เพราะอาจโดนโจมตีร้องเรียนกลับว่า เราเป็นฝ่ายรุกรานทันที เรื่องนี้เท่าที่ตรวจสอบกับกองทัพ เป็นระเบิดเก่า วางสมัยเขมรแดง บางกรณีก็วางฝั่งกัมพูชา แต่ด้วยกาลเวลาอาจมีฝนชะมาฝั่งไทย ฉะนั้นเมื่อประเมินความคุ้มค่าแล้ว ฝ่ายไทยจึงไม่ดำเนินการอะไร” 
 

ทหารไทยเสียขาไม่หยุด ฝ่ายมั่นคงนิ่งเฉยจริงไหม ทำไมไม่ตอบโต้?
 

“ดร.ธนภัทร” จี้ไทยใช้ “อนุสัญญาออตตาวา” กดดันกัมพูชาเข้มข้น
 

รศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองต่างมุมว่า เรื่องทุ่นระเบิด เข้าข่ายอนุสัญญาออตตาวา แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่การวางใหม่ แต่ครั้งก่อนๆ เป็นการวางใหม่แน่นอน และพิสูจน์ไม่ยาก
 

ฉะนั้นเรื่องทุ่นระเบิดเป็นจุดที่ไทยสามารถ "เปิดเกมรุก" ในเวทีโลกได้เพราะเป็นประเด็นที่ทุกชาติเห็นตรงกันว่า ผิดกฎหมาย  ไทยไม่ควรหยุดแค่การประชุมประจำปี (ครั้งล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว) แต่ต้องติดตามสถานการณ์ และกดดันกัมพูชาผ่านกลไกของอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง
 

ที่สำคัญ ทุ่นระเบิดกระทบต่อความปลอดภัยของคนทั้งโลก ไม่ใช่แค่ไทย-กัมพูชา ไทยควรใช้ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชาในเชิงรุกมากขึ้น 
 

ทหารไทยเสียขาไม่หยุด ฝ่ายมั่นคงนิ่งเฉยจริงไหม ทำไมไม่ตอบโต้?

แนะใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ จัดการกัมพูชาเผาป่า
 

อีกประเด็นหนึ่งคือ การจงใจเผาป่าตามแนวชายแดน เพื่อให้กระทบกับไทย อาจารย์ธนภัทร เสนอว่าไทยสามารถใช้ช่องทาง "กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ" ในการตอบโต้ได้ในหลายๆ ประเด็น กล่าวคือ
 

- หลักการ "No Harm": เป็นหลักการพื้นฐานที่ห้ามประเทศใดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ที่เรียกว่า Transboundary Harm
 

ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐ เนื่องจากการเผาป่าในกรณีนี้กระทำโดย "ทหารกัมพูชา" ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฉะนั้นรัฐบาลกัมพูชาจึงต้องรับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

- ไทยควรหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาสื่อสารเป็น “วาระระดับโลก” เพราะว่าเป็นมลพิษข้ามพรมแดนที่ละเมิดสิทธิและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญมากในปัจจุบัน 
 

ทหารไทยเสียขาไม่หยุด ฝ่ายมั่นคงนิ่งเฉยจริงไหม ทำไมไม่ตอบโต้?

 

 

 

ทหารพระธรรมนูญติวเข้มกฎหมายรับศึกกัมพูชา!
 

สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังคงตึงเครียด และเสี่ยงเกิดสงครามได้ทุกเมื่อ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงกันอยู่ แต่ก็ต้องถือว่า เปราะบางจริงๆ  โดยการสู้รบกับกัมพูชา กองทัพใช้ทุกสรรพกำลังในการปฏิบัติการ กระทั่งได้ชัยชนะกลับมา โดยพี่น้องทหารหน้าแนว เป็นผู้เสียสละที่คนไทยทั้งประเทศรับรู้รับทราบกันอยู่แล้ว
 

แต่ยังมีหน่วยทหารอีกหลายหน่วยที่ทำหน้าที่ “ปิดทองหลังพระ” คือสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง แต่ไม่ได้ออกหน้า หนึ่งในนั้นคือ “กรมพระธรรมนูญ” ซึ่งหลายคนนึกว่า มีไว้สำหรับตัดสินคดีอาญาทหาร ของทหารกระทำความผิด
 

แต่จริงๆ แล้ว “กรมพระธรรมนูญ” มีสถานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของกองทัพ ไม่ใช่แค่กฎหมายทหาร หรือวินัยทหาร แต่ยังรวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับสงคราม และข้อตกลง ตลอดจนพันธสัญญาที่ทำไว้กับต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวกับทหารด้วย
 

น้อยคนนักที่จะทราบว่า นายทหารพระธรรมนูญต้องเข้าร่วมประชุมกับกองทัพบก กองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 ในการสู้รบกับกัมพูชาในห้วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อตอบคำถามและไขความกระจ่างเกี่ยวกับกฎหมาย และพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อให้ปฏิบัติการทางทหารของเรา มีความชอบธรรม และไม่ตกเป็นจำเลยในเวทีโลก 
 

ทหารไทยเสียขาไม่หยุด ฝ่ายมั่นคงนิ่งเฉยจริงไหม ทำไมไม่ตอบโต้?
 

และเมื่อภารกิจสำคัญผ่านพ้นไป แต่สถานการณ์อาจจะยังไม่จบ จึงต้องมีการ “รีวิว” และ “สรุปบทเรียน”  โดยเมื่อวาน (26 ก.พ.) “โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ” ได้จัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการปะทะตามแนวชายแดนระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายให้แก่กำลังพล สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์การขัดกันด้วยอาวุธขึ้นอีกครั้ง
 

การเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นทั้งมิติของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงภายใต้กรอบนิติธรรมและมาตรฐานสากล
 

ภายในงานมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ได้แก่ พลเอกกฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ , พลตรีพงษ์ศิริ เผือกใจแผ้ว ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก , และ พันเอกนิติภูมิ ทุมขุนทด นายทหารพระธรรมนูญกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีประสบการณ์ตรง ในศึกกัมพูชาที่ผ่านมา
 

จี้ สมช.เคลียร์คดีฟ้องกัมพูชา “อาชญากรรมรุกราน”
 

ภายหลังการเสวนา พลเอกกฤษณะ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมข่าวเนชั่นทีวี” โดยตั้งข้อสังเกต 2 ประการ เกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการต่างประเทศ โดยเฉพาะสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่ดูจะไม่เอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดี หรือฟ้องร้องกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้งๆ ที่กัมพูชากระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนใน 2 ข้อหา คือ

 

 - ก่ออาชญากรรมสงคราม

 

 - ก่ออาชญากรรมรุกราน
 

พลเอกกฤษณะ ตั้งข้อสังเกตว่า หลังเหตุการณ์สู้รบผ่านพ้นไป ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรมไทยจะเร่งรัดเฉพาะคดีอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายภายใน เพื่อดำเนินคดีกับ ฮุน เซน ทั้งๆ ที่ตนมองว่า ประสบความสำเร็จยาก และแทบไม่เป็นประโยชน์ นอกจากจะดำเนินการเรื่องยึดทรัพย์สินของอดีตผู้นำกัมพูชาในประเทศไทย ในฐานะยิงอาวุธสงครามเข้ามาสร้างความเสียหายกับประเทศไทย ซึ่งตนมองว่า การยึดทรัพย์ มีโอกาสเป็นไปได้ แต่การดำเนินคดีอาญา แทบเป็นไปไม่ได้เลย ส่วนคดีที่กัมพูชากระทำการเป็นอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมรุกราน เป็นความผิดชัดเจน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับไม่เร่งรัดจริงจังเท่าที่ควร ทำให้เกิดคำถามว่า “เหตุใดถึงแผ่ว”
 

ข้องใจ “บริษัทยักษ์ใหญ่” ยังส่งสัญญาณเน็ตให้กัมพูชา
 

อีกหนึ่งประเด็นที่ พลเอกกฤษณะ ในฐานะนายทหารนอกราชการ ตั้งคำถามถึง สมช. ว่า จริงจังน้อยเกินไป ก็คือ การที่ยังปล่อยให้มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทย ถูกส่งข้ามไปยังฝั่งกัมพูชา ทั้งๆ ที่รู้กันดีกว่า จะถูกนำไปใช้ในขบวนการสแกมเมอร์ หลอกเอาเงินจากทั่วโลก และเงินนั้นก็ถูกแบ่งสรรไปให้ผู้มีอำนาจในกัมพูชา จัดซื้อจัดหาอาวุธมารบกับไทย
 

ที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลเรื่องนี้ทั้งหมดว่า เป็นการกระทำของบริษัทใด แต่ตนข้องใจว่า ผู้มีอำนาจระดับสูงของบริษัทเอกชนแห่งนั้น ทำไมจึงยังปล่อยปละละเลย ได้ทราบถึงความเสี่ยงทางกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการกระทำลักษณะดังกล่าว อาจเข้าข่ายการสนับสนุนอุปการะอริราชศัตรู  อันเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านความมั่นคงของประเทศ เรื่องนี้จึงขอเรียกร้องให้ สมช.ดำเนินการโดยด่วน 
 

พลเอกกฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ