ไม่รู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย เพราะซื้อมาจากตลาดห้วยขวาง
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่พูดขึ้นว่า "อย่ากวนตีน" ระหว่างที่ตนเองถามถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องตรวจมากมาย เพราะตน และเพื่อนไม่ได้ทำผิดกฎหมายแน่นอน พร้อมอธิบายว่า ตามปกติแล้วการเดินทางเข้าประเทศไทย ของคนสิงค์โปร์ ไม่จำเป็นต้องมีวีซ่า ยกเว้นกรณีที่อยู่อาศัยเกินกว่า 10 กว่าวันขึ้นไป ส่วนตัวที่เดินทางมา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565 เพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่ และอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 5 มกราคม เป็นวันที่กำหนดเดินทางกลับ
ส่วนหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต ที่เจ้าหน้าที่พยายามเรียกดู ตนได้ตอบไปว่า เอกสารต่าง ๆ อยู่ที่พัก ถ้าจะตรวจขอเวลากลับไปนำมาแสดง ซึ่งตนมีเพียงรูปถ่ายพาสปอร์ต แต่ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ฟัง และพยายามโต้แย้งว่า ต้องแสดงเอกสารทันที และต้องเป็นตัวจริง ห้ามไปไหน และพยายามแจ้งว่า การที่พกพาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิด
สกาย จึงตอบเจ้าหน้าที่ไปว่า ตนและเพื่อน ไม่ทราบว่าผิดกฎหมาย พร้อมถามกลับว่า ถ้าผิดกฎหมายจริงทำไมถึงมีขายได้ทั่วไป เพราะบุหรี่ไฟฟ้าที่ตำรวจยึด ตนก็ซื้อมาจากตลาดห้วยขวาง และเห็นคนไทยใช้ตามปกติอยู่ ไม่มีใครบอกว่าผิด
ตำรวจชุดตั้งด่าน ข่มขู่รีดเงินค่าพกบุหรี่ไฟฟ้า-ไม่มีพาสปอร์ต 27,000 บาท
เมื่ออธิบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเสร็จ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่เริ่มมีทีท่าทีโมโห และบอกว่า ถ้าอย่างนั้นทั้งหมดต้องไปสถานีตำรวจ และจะต้องติดคุกอย่างน้อยอีก 2 วัน แม้ตนจะแย้งไปว่า ถึงกำหนดเดินทางกลับแล้ว เมื่อเจรจาได้ระยะหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่พาไปหาเจ้าหน้าที่อีกรายที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจ และแจกแจงให้กับตนเองฟังว่า บุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน อันละ 8,000 บาท ส่วนที่ไม่พบพาสปอร์ตอีก 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 27,000 บาท
พยานจำหน้าตำรวจที่รีดเงินได้อย่างแม่นยำ
โดยตำรวจที่เข้ามาพูดคุยเรื่องเงินมี 3 นาย โดยนายแรก เป็นชายไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ สวมเพียงแจ็คเก็ต ไว้หนวดเครา คนนี้ทำหน้าที่ในการเรียก และรับเงินจากนายสกาย และเก็บเงินเข้ากระเป๋า ส่วนตำรวจนายที่ 2 รูปร่างสูงใหญ่ ศีรษะล้าน ทำหน้าที่บังกล้อง ส่วนตำรวจนายที่ 3 เป็นคนรูปร่างผอม ใส่ผ้าคลุมหน้า โดยจะเข้ามาร่วมรับฟังการพูดคุยด้วย
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ได้ยื่นบุหรี่ไฟฟ้ามาให้อันหยูชิงถือ พร้อมถ่ายภาพ ตอนนั้นทั้งกลุ่มเครียดมาก เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน และทั้งหมดอยากออกจากจุดนั้นโดยเร็วที่สุด รวมถึงอยากออกจากประเทศไทย ไม่อยากอยู่ต่อ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก
หลังเกิดเพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยอยากพูดคุย เพราะรู้สึกเครียด
สกาย ยังกล่าวด้วยว่า วันเกิดเหตุ ตนมีเงินติดตัว 30,000 บาท ตอนที่ให้เงินกับทางตำรวจ ตอนพาเดินไปที่มุมหนึ่งของด่านตรวจ จากนั้นให้ตนเอง นับเงินให้เรียบร้อย และให้คนในกลุ่มของตนมายืนบังมุมกล้อง เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่เรียกแท็กซี่ให้ และให้บอกแท็กซี่ว่าจะไปไหนต่อ
หลังผ่านเหตุการณ์นั้นมา เพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยอยากพูดคุยกัน เพราะทุกคนยังเครียด แต่ยืนยันว่า ตอนนั้นไม่ได้เมา เหมือนที่มีคนออกมาพูด และพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนตัวคิดว่าเจ้าหน้าที่ต้องมีเหตุผล ถ้าอยากจับ ก็จะต้องมีเหตุผล ถ้าสงสัยอะไรก็ต้องพูดคุย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ตำรวจไม่มีเหตุผลอะไร และบอกว่าต้องไปสถานีตำรวจอย่างเดียว ทำไมต้องทำแบบนี้
ยอมจ่ายเงินเพราะตำรวจพูดจาในลักษณะบีบบังคับ
สำหรับเงินที่จ่ายไป สกาย ยืนยันว่า ตำรวจกลุ่มนั้น แสดงท่าที และพูดจาในลักษณะบีบบังคับ ให้จ่ายเงิน โดยที่ตนเองไม่ได้เสนอให้ ทั้งนี้เงิน 30,000 บาท ที่จ่ายไป ตั้งใจว่าจะซื้อของฝากให้ครอบครัว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะทางตำรวจ ให้เหลือเงินไว้ติดตัวเพียง 3,000 บาท หลังจากกลับมาเพื่อนในกลุ่ม มีการพูดคุยกัน และคิดว่าถ้าตอนนั้น มีทางเลือกก็คงไม่ให้เงิน แต่ให้ไป เพราะตำรวจจะพาไปที่สถานีตำรวจอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน นายชูวิทย์ ได้จัดทำแฟ้มรายชื่อพร้อมรูปภาพ ของตำรวจ สังกัดสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง มาจำนวนหนึ่ง และเปิดให้พยานหนุ่มสิงคโปร์ดู 2 ภาพ แล้วถามว่า จดจำใครได้บ้าง ซึ่งเมื่อ "สกาย" ดูภาพตำรวจทั้ง 2 นายแล้ว ได้พยักหน้า
ภายหลังการแถลงข่าว ทาง "สกาย" ได้เดินออกไปพร้อมกับที่ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร., พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ที่เดินทางมารอทำการสอบปากคำวันนี้ โดย พล.ต.ต.อาชยน กล่าวว่า ขอเวลาขึ้นไปพบกับพยานคนสำคัญก่อน ขณะที่ได้ให้ คณะกรรมการ และทีมพนักงานสอบสวน จำนวน 4-5 นาย เข้ามาร่วมสอบปากคำพยานอย่างละเอียด และครอบคลุมทุกประเด็น