1.กรณีนายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการกับตำรวจ ซึ่งมีอัยการจำนวน 7-8 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานบุคคลและหลักฐานต่าง ๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อสอบปากคำ กระบวนการทำงานพบว่า มีอัยการผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอหรือไม่สัมพันธ์กับจำนวนพยานบุคคลที่มีจำนวนมาก ต้องรออัยการ ทำให้เกิดความล่าช้าและอาจขาดประสิทธิภาพ
เนื่องจากคดีนี้ เกี่ยวข้องกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาอี, เฮโรอีน) อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำ ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและยินยอมหรือปล่อยปละให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในสถานบริการ และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยกลุ่มผู้ต้องหาเป็นกลุ่มจีนสีเทา ผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการตรวจยึดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาได้จำนวนมากอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ดังนั้น เพราะเหตุใด นายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงแต่งตั้งอัยการจำนวนเพียง 7-8 คน เป็นคณะทำงานสอบสวน เพียงเท่านี้เป็นคณะทำงานสอบสวน และเพราะเหตุใดไม่แต่งตั้งอัยการสำนักงานการสอบสวนทั้งหมดเป็นคณะทำงานสอบสวนเพื่อความสะดวกรวดเร็วและรอบคอบในการทำงาน