จากแนวทางการสืบสวนพบว่า นายวิทยามีการติดต่อกับ พ.ต.อ.ราเมศ ในห้วงเวลาเกิดเหตุจริง มีพยานบุคคลที่สามารถยืนยันได้ว่า ทั้งคู่มีการแอบอ้าง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จริง ส่วนเส้นทางการเงินจำนวน 6 ล้านบาท ได้แบ่งกระจายไปตามบัญชีต่าง ๆ โดยได้มีการโอนเงินให้นายวิทยา 3 แสนบาท ส่วนที่เหลือได้โอนกระจายไปยังคนในครอบครัวของ พ.ต.อ.ราเมศ ประกอบไปด้วย แม่ ลูก และภรรยา ก่อนที่จะโอนกลับเข้ามายังบัญชีของ พ.ต.อ.ราเมศ รวมจำนวนกว่า 5 ล้านบาท
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า เบื้องตนได้เข้าไปพูดคุยกับเพื่อร่วมรุ่น เจ้าตัวให้การรับสารภาพ จากการสืบสวนพบว่าครั้งนี้ไม่ใช้ครั้งแรก ผู้ต้องหาเคยมีพฤติการณ์ในลักษณะนี้หลายครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน แต่ถ้าเพื่อนทำผิดก็ต้องดำเนินคดี เพื่อนดีก็ต้องส่งเสริม เพื่อนไม่ดีก็ไม่ละเว้น ซึ่ง 3 เดือนที่ผ่านมา ตนจับกุมผู้ต้องหาที่แอบอ้างชื่อตนเพื่อกระทำความผิดรายนี้ถือเป็นรายที่ 5
“ไม่ได้รู้สึกกังวลใจ แต่เกรงว่าประชาชนจะหลงเชื่อ จึงฝากบอกประชาชนว่า ถ้าต้องการสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผม สามารถโทรมาได้ที่ สว.นนท์ ตำรวจติดตามที่เบอร์ 064-954-9197 ยืนยันว่า ผมไม่มีพฤติกรรมในการเรียกรับผลประโยชน์ และฝากไปถึงกลุ่มบุคคลที่อ้างชื่อผมในการกระทำความผิดว่าผมจะดำเนินการจับกุมให้หมด”
ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐาน และออกหมายเรียกผู้ต้องหา ทั้งผู้หลอกลวง และเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน รวม 5 คน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ราเมศ, นายวิทยา , นายอภิรักษ์ เที่ยงธรรม , นางสาวณัฐนรี บุญมา และ นางสาวทิพย์สุดา อินสองใจ โดยมี พ.ต.อ.ราเมศ ติดต่อขอเข้ามอบตัวเพียง 1 คน ส่วนที่เหลืออีก 4 คนอยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบสวนดำเนินคดี