อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาการหนัก ที่ใส่ท่อช่วยหายใจภาพรวมทั้งประเทศเกือบ 11% ซึ่งยังไม่เกินเกณฑ์ 50% เพราะถ้าเกินต้องมีเตียงเพิ่มแล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาหลายจังหวัดได้ปรับเตียงผู้ป่วยโควิด เป็นผู้ป่วยอื่นๆ
ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รักษาในรพ. หรือแอดมิท เมื่อวันที่ 1 ม.ค.-3 ก.ค. สถานการณ์ตอนนี้กรุงเทพฯและปริมณฑล ยังเป็นกลุ่มที่มีพอสมควร และเพิ่มขึ้นในบางจังหวัด ทำให้ข้อมูลสะสมรายสัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 22-26 เริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ สรุปคือ ทั้งประเทศมีการติดเชื้อเพิ่มในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว แต่จังหวัดเล็กๆเริ่มลดลง
“ เมื่อพิจารณาตัวเลขต่างๆ อย่างการรักษาระบบ OPSI หรือผู้ป่วยนอก สรุปคือมีตัวเลขเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นสัญญาณเตือน รวมทั้งจังหวัดใหญ่ๆ จังหวัดท่องเที่ยวต้องพิจารณาเรื่องการควบคุมโรค ต้องมีมาตรการเพิ่ม โดยเฉพาะสวมหน้ากากอนามัย หรือการร่วมกิจกรรมคนมากๆ หรือใช้รถขนส่งสาธารณะ ยังจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยอยู่ ” นพ.จักรรัฐ กล่าว
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์หลังวันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไปจนถึงปี 2566 มีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์ของไทยสำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน พบว่า ระลอกโอมิครอนช่วงม.ค.ที่ผ่านมามีตัวเลขเพิ่ม และคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ตั้งแต่สัปดาห์นี้ไปจนถึงสัปดาห์ 35 ก็จะเพิ่มขึ้นได้ แต่จะเพิ่มสูงเท่าโอมิครอนช่วงต้นๆ อาจไม่ถึง เพราะปัจจัยหลายอย่าง ทั้งวัคซีนที่ฉีดจำนวนมากแล้ว
อีกหนึ่งปัจจัยที่จะบอกว่ากราฟจะสูงขึ้นแค่ไหน คือ มาตรการป้องกันส่วนบุคคล หากเรายังคงมาตรการใกล้เคียงก่อนหน้าผ่อนคลายมาตรการทั้งหมด ตัวเลขติดเชื้อก็จะไม่สูงมาก แต่หากผ่อนคลายหมด ทุกคนไม่สวมหน้ากากหมด เส้นกราฟก็จะแตกต่างออกไป
“ สิ่งสำคัญคือ ขอให้มีการปฏิบัติตนตามมาตรการ UP หรือมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยเฉพาะขณะใช้บริการขนส่งสาธารณะทุกประเภท และขณะร่วมกิจกรรมคนจำนวนมาก รวมทั้งเว้นระยะห่างตามความเหมาะสม และขอให้คงมาตรการ UP ขณะเดินทางไปต่างประเทศ แนะนำให้ทุกคนควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ใกล้ชิดคนจำนวนมาก อีกทั้ง เร่งมาตรการฉีดวัคซีนกลุ่ม 608 เพื่อลดอาการหนักที่กำลังเพิ่มขึ้น ” นพ.จักรรัฐ กล่าว
เมื่อถามว่าการรายงานผู้ติดเชื้อปัจจุบันต่ำกว่าความเป็นจริง นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ต้องเรียนให้ทราบว่า สธ.ติดตามสถานการณ์เน้นผู้ป่วยมากกว่าผู้ติดเชื้อ เพราะโอมิครอน การระบาดค่อนข้างมาก แต่อาการไม่รุนแรง เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนไปกว่า 80% ในเข็ม 1 แต่เข็มกระตุ้นอยู่ที่ 40% จึงต้องฉีดเพิ่ม ดังนั้น การรายงานโรคเราเน้นผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อติดตามระบบสาธารณสุขว่าจะรองรับรักษาประชาชนมากน้อยแค่ไหน
“ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ อาการน้อย ไม่มีอาการ อาจนอนอยู่บ้าน แล้วไม่มารพ. ตัวเลขนี้เราจะไม่ได้มี แต่เราจะเน้นตัวเลขผู้ป่วย เพราะผู้ติดเชื้อมีจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าเราต้องอยู่กับโควิด การติดเชื้อจะติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดการณ์พีคสุดเดือน ก.ย. ติดเชื้อวันละประมาณ 4 พันราย ” นพ.จักรรัฐ กล่าว