"สุพจน์ มาลานิยม"แจงเหตุผลรัฐมอบสมช.ดูแลพลังงาน-อาหาร ยืนยันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ต้องประเมินผลกระทบด้านความมั่นคง ลั่นไม่ทับซ้อนงานของใคร 

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

23 มิถุนายน 2565 พล.อ.สุพจน์​ มาลานิยม​ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.) กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้ง สมช. ดูแลความมั่นคงอาหารและพลังงาน รวมถึงผลกระทบของโควิด-19 เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยได้มีการผ่อนคลายและปัจจุบันได้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายของรัฐบาล ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจขยับขึ้นในตัวเลขที่ดีตามที่สภาพัฒน์ได้ชี้แจงให้สังคมทราบ 

 

ทั้งนี้ ในส่วนของผลกระทบที่สำคัญ และเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน คือ ความขัดแย้งของประเทศในโลก สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลกหรือพูดง่ายๆ คือ เงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง พลังงานราคาสูง เงินทองผันผวน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทางรัฐบาลได้มีมาตรการพยายามแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบทีมงานเศรษฐกิจ 

 

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีเป็นห่วง คือ การเตรียมความพร้อมรองรับอนาคต เบื้องต้นที่ได้พูดคุยและประเมินสถานการณ์ซึ่งเป็นหน้าที่ของ สมช.อยู่แล้วในการประเมิน ซึ่งมองไม่ว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุติลงเมื่อใด ในระยะเวลาอันสั้นหรือจะยืดเยื้อยาวนาน ปัจจุบันผลกระทบด้านเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นแล้ว หลังจากผลพวงของสงคราม มีการคว่ำบาตร มีการต่อต้านในเรื่องเศรษฐกิจ มองว่าควรคิดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย อันนี้เป็นเจตนารมณ์ของนายกฯ 

"ท่านนายกฯได้สั่งการให้ผมดำเนินการ ผมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ ซึ่งทำงานตามหน้าที่อยู่แล้ว เพียงแต่เรานำข้อมูลทั้งหมดมารวมกันเพื่อประเมิน และกำหนดเป็นแผนที่จะเตรียมการสำหรับอนาคต จะมีระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว แผนการที่ว่าเราจะดูปัญหาที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย เศรษฐกิจชะลอตัว และมีผลกระทบต่อประชาชนคนไทย สุดท้ายจะทำให้มีปัญหา จุดนี้ถือเป็นเรื่องของความมั่นคง เรื่องพลังงานและอาหาร " พล.อ.สุพจน์ กล่าว


 

เมื่อถามว่า ในส่วนที่ สมช. จะต้องร่วมมือด้วย คือ ภาคเอกชน ระหว่างนี้กำลังพูดคุยหารือเพื่อจัดระบบการติดตามประมวลผล และทำข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาล ซึ่ง สมช.มีความเกี่ยวข้องอย่างไร พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ตนทำงานภายใต้สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดประเด็นใดที่จะกระทบความมั่นคง คณะกรรมการชุดนี้สามารถหยิบยกเป็นประเด็นเอามาดำเนินการได้ โดยอนาคตอาจจะต้องมีการตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการ คณะทำงานเพื่อจัดทำข้อเสนอให้กับรัฐบาล

เมื่อถามย้ำว่า รูปแบบการทำงานจะอยู่เหนือกระทรวงพลังงานหรือไม่ พลเอกสุพจน์ ระบุว่า จะเป็นการทำงานคู่ขนาน จะมีการเสนอแนวทาง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงที่รับผิดชอบ ในส่วนของพ.ร.บ.ความมั่นคง จะใช้เมื่อยามจำเป็น ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในแผน

 

ส่วนงานยืนยันว่าจะไม่ซ้ำซ้อนกับทางสภาพัฒน์ โดยเมื่อวาน (22มิ.ย.) สภาพัฒน์ได้มานั่งคุยและได้ข้อมูลที่ดีมาก จากที่สภาพัฒน์ทำ โดยสภาพัฒน์ก็จะมีข้อเสนอในส่วนของสภาพัฒน์ กระทรวงพลังงานก็จะมีแนวทางแก้ไขของกระทรวงพลังงาน มีกรรมการนโยบายต่างๆ ซึ่งตนเองจะเป็นฝ่ายรวบรวมข้อมูลเพื่อประสานงานและประเมิน เพื่อเตรียมความพร้อมในอนาคต