นายพิธา กล่าวต่อว่า ส่วนในวันที่ 22 พ.ค. 2565 จะครบรอบ 8 ปีของการทำรัฐประหาร โดยมองว่า พ.ค. เป็นเดือนที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์การเมือง และหวังว่าเดือนพ.ค.นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้การเมืองไทย ยืนยันพรรคก้าวไกลมุ่งทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และจะหาทางออกให้ประเทศให้ได้
สำหรับผลวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิต พบประชาชนทุกเพศทุกวัย กว่า 93% ใน กทม. ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ซึ่งส่วนตัวมองว่าโพลน่าจะคลาดเคลื่อน ตัวเลขน่าจะ 100% เลยมากกว่า คงไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเชื่อว่าประชาชนทุกคนคงเห็นต้นทุนของรัฐประหารแล้วว่ามันแพงมากแค่ไหน เรื่องของเศรษฐกิจ ที่ดิน หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม มันเป็นผลลัพธ์ที่มาจากคำสั่ง คสช. ที่เคยพูดจะทำตามสัญญาของเวลาอีกไม่นาน ซึ่งเข้าใจว่าต้องใช้เวลาในการแก้ไข และใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลต่อไป นอกจากจะต้องคิดถึงเรื่องอนาคตประเทศแล้ว ยังต้องมาคิดว่าจะแก้ไขสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำกับประเทศไว้อีก