งานนี้คอการเมืองมองว่าพรรคเล็กน่าจะดิ้นรนเอาตัวรอด ด้วยการควบรวมกันเองไปจนถึงยุบพรรค หรือหนีซบพรรคใหญ่ เพื่อเลี่ยงสูญพันธุ์ หลังมีการเคาะสูตรหาร 100 เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่นักรัฐศาสตร์ที่สังเกตการณ์การเมืองไทยมาอย่างใกล้ชิด ไม่คิดแบบนั้น 

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

โดย รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นกับ "เนชั่นทีวี" ว่า สูตรหาร 100 ยังไม่เป็นเงื่อนไขให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก ต้องมาควบรวมกันเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า 

 

รศ.ดร.สุขุม ให้เหตุผลว่า การเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก ถือว่ามีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนไปเข้าคิวหรือเป็นปลายแถวของพรรคใหญ่ เรียกว่า "เป็นหัวหมา ดีกว่าหางราชสีห์" แต่หลังจากนี้ทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคเล็ก จะมุ่งไปที่การหา ส.ส.เขตมากขึ้น 

 

นักวิชาการเชื่อ"สูตรหาร 100"ไม่ใช่จุดจบพรรคเล็ก

 

ส่วนปรากฏการณ์พรรคเล็กควบรวมกันเอง น่าจะเกิดยาก แต่ถ้าจะมีคนในพรรคเล็กไปร่วมกับพรรคใหญ่ แบบนี้มีความเป็นไปได้มากกว่า 

 

สำหรับสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ ถือว่ายังไม่จบ ยังต้องผ่าด่าน วาระ 2-3 ในที่ประชุมรัฐสภาใหญ่อีก และอาจมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย 

ขณะที่ รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะอดีต กกต. ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งจะใช้สูตรไหน ก็ยังมีพรรคเล็กไม่ต่างจากเดิม เพราะหากย้อนกลับไปช่วงปี 2544 ก็ใช้สูตรหาร 100 ก็ยังมีพรรคเล็กหลายพรรค แต่ส่วนตัวสนับสนุนให้พรรคเล็กมาควบรวมกัน ระบบรัฐสภาจะได้แข็งแกร่งขึ้น

 

นักวิชาการเชื่อ"สูตรหาร 100"ไม่ใช่จุดจบพรรคเล็ก  

 

ทั้งนี้ อาจารย์โคทม ยังบอกว่า การดำรงอยู่ของพรรคเล็ก ขึ้นกับ 2 ปัจจัย  ไม่ว่าจะเป็นสูตรการเมืองไหนก็ตาม คือ 

 

1.นโยบายที่ดี ชัดเจน ละเอียด ลึก แหลมคม ไม่ต้องเยอะ และต้องจริงจังกับประเด็นที่ทำ 

 

2.ตัวผู้นำ หรือ "แชมเปี้ยน" ที่จะมาใช้ชูโรง ยกตัวอย่าง พรรครักประเทศไทยที่ชู "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" พรรคเศรษฐกิจใหม่ที่ชู "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" หรือพรรคพลังท้องถิ่นไทที่ชู "ชัชวาลย์ คงอุดม"

 



นักวิชาการเชื่อ"สูตรหาร 100"ไม่ใช่จุดจบพรรคเล็ก