แม้แต่ "เสกสกล" ก็ยังประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคร่วมไทยสร้างชาติ เพื่อไม่ให้พรรคด่างพร้อย
บทสรุปคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขยับสถานะจาก "พรรคสำรอง" เตรียมเป็น "พรรคหลัก" และสะดุดหวย ต้องย้อนกลับมาเป็น "พรรคสำรอง" อีกรอบ แต่วงในเปิดเผยว่า น่าจะล้มแผนกลายเป็น "พรรคร้าง" ไปเลย
ส่วน "เสกสกล" ก็ไปตั้ง ชมรมเครือข่ายปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมขับเคลื่อนหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทยร่วมกับอานนท์ แสนน่าน ประธานหมู่บ้านเสื้อแดง และอดีตแกนนำ นปช.
ส่วน พรรคสำรอง พรรคใหม่ มีการพูดถึง "พรรครวมพลัง" ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อจาก "พรรครวมพลังประชาชาติไทย" ภายใต้โลโก้ใหม่ "พลังพญานาค"
พรรคนี้พูดให้ชัดก็คือ "พรรคลุงกำนัน" ซึ่งเจ้าตัวเตรียมไว้เป็น "แผนบี" เพื่อทำหน้าที่พรรคสำรอง พรรคใหม่แทน รวมไทยสร้างชาติ (แผนเอ คือจะยุบ รวมพลังประชาชาติไทย เข้ากับรวมไทยสร้างชาติ)
การเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ และโครงสร้างพรรคใหม่หนนี้ จึงขยับสถานะพรรครวมพลัง จาก "พรรคสำรอง" เตรียมขึ้นมาเป็นพรรคหลัก ควบรวมพรรคหนุนลุงตู่ทุกพรรคมาอยู่ด้วยกัน
ทั้งหมดที่กล่าว เกี่ยวกับพรรครวมพลัง ยังเป็นเพียงแผน ที่ลุงกำนันและกลุ่มสนับสนุนเตรียมเอาไว้ แต่คนที่จะเคาะสุดท้าย คือ "บิ๊กตู่"
ปัญหาคือ เรื่อง "พรรคสำรอง" พูดกันมานาน แต่ "บิ๊กตู่" ไม่ตัดสินใจ ทำให้วันนี้ทางเดินต่อไปเริ่มตีบตันเต็มที
"บิ๊กตู" ยังไม่มีพรรคของตัวเอง ขณะที่คนอื่นๆ มีพรรค และเติบโตกันไปหมดแล้ว
ความไม่ชัดเจนของ "บิ๊กตู่" และผลที่ตามมา สรุปได้แบบนี้
1.จะเข้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ซึ่งจุดนี้ พลเอกประยุทธ์ ไม่เคยพูดชัดๆ แม้จะถูกกีดกันจาก "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่ควรพูดให้ชัด เช่น จะนำทัพเอง หรืออย่างน้อยเข้าไปเป็นสมาชิกพรรค เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคก็ได้ จะได้ขาไม่ลอย และร่วมงานกันไปกับ "บิ๊กป้อม" รวมทั้งได้ดูแล ส.ส.ในพรรคด้วย แต่นายกฯก็ไม่ทำ ยังคงวางบทบาท "ลอยตัว" (เพื่อไม่ให้แปดเปื้อน) จนอยู่ในภาวะ "ขาลอย"
2.ไม่จัดการปัญหาขัดแย้งภายในพลังประชารัฐให้ดีพอ ทำให้ "มิตรกลายเป็นศัตรู" เช่นกรณี กลุ่มสี่กุมาร กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องออกจากพรรคพลังประชารัฐไปอย่างเจ็บช้ำ แต่ผ่านมาไม่นานนัก วันนี้กลุ่มสี่กุมาร กลับมาผงาดเป็นคู่แข่งพลังประชารัฐแล้ว ในนาม "พรรคสร้างอนาคตไทย" แถมประกาศชู "สมคิด" เป็นนายกฯ โดยไม่เอา "บิ๊กตู่" อีกด้วย
3.ไม่ใกล้ชิด ไม่ดูแล ส.ส.เท่าที่ควร ทำให้ในพรรคพลังประชารัฐ แบ่งเป็น 2 สาย คือ "สายลุงตู่" กับ "สายลุงป้อม"
4.สองพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล จับมือเป็นพันธมิตร คือ พรรคภูมิใจไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ เสียงรวมกันประมาณ 100 เสียง ชี้เป็นชี้ตายการตั้งรัฐบาลได้ แต่"บิ๊กตู่"เปิดตัวพรรคใหม่ช้า อนาคตยังไม่แน่นอน ทำให้ราคาทางการเมืองลดลงอีก
5.พรรคชาติไทยพัฒนายุคใหม่ ทุนหนา ต่อสายชวนบ้านใหญ่ บ้านเล็กจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมชายคา รวมทั้งนโยบาย “ชาติไทยคืนถิ่น”
สรุปก็คือ "บิ๊กตู่" มัวแต่รั้งรอ แถมเจอบริวารเป็นพิษ วันนี้ทำให้ทางเดินตีบตัน เหลือเพียงยอมอยู่กับ "พี่ป้อม" หรือไปขับเคลื่อนพรรครวมพลัง (ซึ่งก็ยังไม่ตัดสินใจอีก)
วันนี้ "บิ๊กป้อม" เปิดตัวชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้าการเมืองต่อ ดูได้จากป้ายอวยพรปีใหม่ไทยช่วงสงกรานต์ โดยมีจุดแข็งคือ
-คุม 2 พรรค คือ พลังประชารัฐ กับ เศรษฐกิจไทย
-ใจถึง พึ่งได้ ทำให้มี ส.ส.ในสังกัด
-มีข่าว ดีลลับ” กับคนแดนไกล
ฉะนั้นอนาคตทางการเมืองของ "บิ๊กตู่" จึงอยู่ในมือ "บิ๊กป้อม" ถ้าจะอยู่บนเก้าอี้นายกฯต่อ ต้องยอม "พี่ใหญ่"ถ้าไม่ยอมก็จบทันที กล่าวคือ
-เสี่ยงโดนคว่ำโดยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ โหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
-โดนศาลรัฐธรรมนูญสอย เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี
ทั้งสองแนวทางนี้ จะทำให้ พลเอกประยุทธ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็พ้นไปด้วย ซึ่งถ้าการเมืองไทยไปถึงจุดนั้น ก็จะได้เวลา "นายกฯสำรอง" กลายเป็น "นายกฯตัวจริง"
ส่วน "บิ๊กตู่" กำลังขาลง ก็จะเปลี่ยนสถานะจาก "นายกฯตัวจริง" เป็น "นายกฯสำรอง" แทน หรือไม่ก็ต้องจบชีวิตทางการเมืองไปในที่สุด