อย่างไรก็ตาม สื้นเดือนเมษายนนี้จะครบกำหนดการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาทต่อลิตร หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งนึงในวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 35.50 บาท ซึ่งผู้บริหารและคณะทำงานประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง จึงยังกังวลว่าราคายังสูงเกินไปจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ยังคงสูงขึ้นในขณะนี้
ในกรณีที่ขึ้นราคาทันทีเป็นลิตรละ 35 บาท ต้องดูว่าประชาชนจะกังวลหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไรเพราะค่าขนส่งจะขึ้นทันที ทุกคนเป็นห่วงจึงให้ สกนช.เร่งทำแผนช่วยเหลือหลายรูปแบบ เช่น
1.การทยอยขึ้นราคา โดยปรับราคาเป็น 32 บาทต่อลิตรก่อน และดูสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบ เพราะขณะนี้ติดลบแล้ว 50,000 ล้านบาท กระแสเงินสดเหลือ 14,000 ล้านบาท มีเงินเข้าเดือนละ 3,000 ล้านบาท
2.กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังต้องหารือการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล ซึ่งวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ จะครบกำหนดที่กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังครบกำหนดลดการภาษีน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตรด้วย
หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องประเมินว่าราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะขึ้นในช่วงแรกที่ลิตรละ 32 บาท จะพยุงราคาได้นานแค่ไหน และจะมีการขยายเวลาลดภาษีน้ำมันดีเซลต่ออีกหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังต้องหารืออีกครั้ง โดยการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลในช่วง ก.พ.-พ.ค.2565 ทำให้รัฐเสียรายได้ 17,000 ล้านบาท
3.การกำหนดราคาดีเซลในประเทศ โดยอ้างอิงจากราคาของอาเซียน เช่น เวียดนาม เพื่อให้ราคามีความใกล้เคียงกัน โดยปัจจุบันเวียดนามราคาขายดีเซลลิตรละ 35-36 บาท
“กองทุนน้ำมันจะต้องเร่งทำข้อมูลต่างๆ และกระทรวงพลังงานได้เร่งหาแนวทางที่จะช่วยเหลืออยู่ เพราะที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ให้ข้อมูลตัวเลขอุดหนุนน้ำมันดีเซลในช่วงราคาที่สูงอยู่ถึง 14 บาทต่อลิตร ซึ่งตอนนั้นยังมีกระแสเงินสดเยอะ แต่ตอนนี้ก็ได้พยายามเร่งกู้เงินมาเติมน่าจะได้เข้ามาช่วยเสริมตรงนี้ได้บ้าง”
ในกรณีที่ต้องอุดหนุนราคาดีเซลลิตรละกว่า 10 บาทต่อไปอีกจะต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก ดังนั้น การทยอยปรับขึ้นราคาเป็นขั้นบันไดและเทียบราคากับประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นอีกแนวทางที่ดี ซึ่งกระทรวงพลังงานหวังว่าประชาชนจะเข้าใจในกรณีหากราคาพลังงานในตลาดโลกยังสูงขึ้นต่อเนื่อง