“แล้วพวกเขาก็ไปหาทนายความชุดใหม่ ซึ่งน่าจะมีหลายคนหลายชุดมาก จนเขาได้ไปพบตำรวจอีกทีก็ตอนทุ่มกว่าๆ ตามที่ปรากฏในข่าว ซึ่งผมไม่ได้ไปร่วมด้วยแต่อย่างใด เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับผมแล้ว เรื่องนี้ ผมไม่ได้รับเงินจากใครแม้แต่บาทเดียว และไม่เคยตกลงรับเป็นทนายความให้กับกลุ่มเรือสปีดโบ้ทแม้แต่คนเดียว แต่มาตอนหลัง จะให้ผมทำคดีให้ ผมก็ไม่ทำแล้ว (เสียศักดิ์ศรี 55)”
ผมได้ไปให้ปากคำในฐานะพยานต่อพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวแล้ว แม้ตำรวจจะไม่ได้มีหมายเรียกเลย แค่โทรมา ผมก็ไปแล้ว (ให้การตามสิ่งที่ผมทราบเท่านั้น)…ในส่วนเมื่อวาน ที่มีบุคคลชื่อ “เอ็ม” ไปรับทราบข้อกล่าวหา ก็ไม่ใช่ผมนะครับ
(เอาจริงๆ ผมเป็นโควิด ยังอยู่ในระหว่างการรักษาตัวที่บ้าน ช่วงนี้ สำนักงานฯก็ปิดครับ ตามใบรับรองแพทย์เลย ) ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-7 เม.ย.ผมยังออกไปไหนไม่ได้ครับ…จึงขอเรียนชี้แจงมา ณ ที่นี้ ครับ ทนายเอ็ม (แค่ชื่อเอ็ม แต่ให้คำปรึกษาเฉพาะกฎหมายครับ)
นอกจากนี้ "ทนายเอ็ม" ยังโพสต์ชี้แจงตอนหนึ่งว่า สไตล์ของผม ทำงานคดีก็ว่ากันตรงๆ ใช้กฎหมายจริงๆ ไม่มีหรอกครับจะมาซิกแซก วิ่งนั่นนี่ …สู้กัน ถามค้านทะเลาะกันในศาล แบบชิงไหวชิงพริบกัน นั่นคือทางของผม
"ชีวิตทนายความ เราไม่มีทางรู้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์หรอกครับว่า คนที่จะเข้ามาปรึกษาเรา เขาทำผิดมาจริงมั้ย เขาถูกใส่ร้ายมารึป่าว หรือเขาผิดแล้วมาหลอกใช้เราเป็นเครื่องมือ ชีวิตทนายของผม 10 ปีนี้ เจอมาเยอะมากๆ ครับ จะรู้จริงๆ ก็วันขึ้นศาล สืบพยาน !! นั่นล่ะ ใครหมูใครหมา ใครอาชา หรือราชสีห์!!"
ในชีวิตผม เอาคนเข้าคุกเข้าตะรางมาก็ไม่น้อย เอาคนออกจากคุกมาก็มาก คดีแพ้ก็มี ชนะก็เยอะ มันเป็นวิถีของทนายความครับ ข่าวช่วงวันสองวันนี้ สังคมมองว่า "ทนายเอ็ม" คือกุนซือผู้บงการ คือคนที่แนะให้เตรียมการ เตรียมพูดอย่างนั้นอย่างนี้กับตำรวจ สังคมมองว่า จากคดีฆาตกรรม ทนายความทำให้เป็นอุบัติเหตุ ทุกคนจะได้พ้นผิดฯ
"ผมนะครับ ทำคดีอาญามาพอสมควร การจะปกปิด การจะทำลายหลักฐาน การจะเตี๊ยมนั่นโน่นนี่ มันแทบจะทำไม่ได้ เพราะการพิสูจน์ทุกวันนี้ มีนิติวิทยาศาสตร์ เต็มไปหมด มีกฎหมายบังคับไว้อยู่แล้ว แล้วทำไมผมจะต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง หรือให้คำแนะนำอย่างนั้น เพื่ออะไร??…สักวันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเปิดเผย แล้วทุกคนจะได้รู้ว่าใครพูดเท็จพูดจริง…แต่ข้อเสีย คือ ทนายความที่ทำหน้าที่ กลับเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว"