คลิปที่นำมาวันนี้ ทางตำรวจคงมีอยู่แล้ว แต่เราใช้หลักวิทยาศาตร์ หรือเทคนิคการดูคนละแบบกัน ส่วนตัวเชื่อว่า หลักฐานที่นำมายื่น จะนำไปสู่การแจ้งข้อหาให้การเท็จ และอาจทำให้คดีกลับมานับหนึ่งใหม่
เพราะนอกจาก “แซน วิศาพัช” จะไม่ได้นั่งท้ายเรือช่วงเกิดเหตุแล้ว การใช้เทคนิคพิเศษจะเห็นว่า ช่วงไม่กี่นาทีก่อนเหตุตกน้ำ ทาง “แตงโม” อยู่บริเวณหน้าเรือกับ “ปอ” ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์
“ช่วงเกิดเหตุ จากการเช็กหลักฐานจีพีเอสบนเรือ พบว่า มีการใช้ความเร็ว 8 น็อต จากนั้นลดลงไปเหลือ 3 น็อต และเพิ่มแบบกะทันหันเป็น 10 น็อต ซึ่งตรงนี้ตามหลักกลศาสตร์ของวิศวกรรม คำให้การของแซน เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ที่จะไปนั่งนอนเล่นมือถือที่ท้ายเรือ เหมือนรถที่วิ่งด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมีคนตกหลังรถ รถจะเคลื่อนไปข้างหน้าปกติ ส่วนคนจะตกอยู่ที่เดิม ฉะนั้นเรื่องแตงโมไปฉี่ แล้วตกจากท้ายเรือ ก่อนโดนใบพัด คงเป็นไปไม่ได้”
ส่วนตัวต้องนำหลักฐานมายื่นให้กองปราบฯ เพราะมีตำรวจระดับชั้น “พล.ต.ต.” พื้นที่ภาค 1 โทรศัพท์มาเตือนว่า มีบางคนไม่อยาให้เข้ามายุ่งในคดี แต่เชื่อว่าปัจจุบันตำรวจยังไม่มีหลักฐานเด็ด ที่จะปิดคดีได้เหมือนอย่างที่นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความของนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ “แตงโม” กล่าวอ้าง แต่ตนเองไม่เข้าใจท่าทีของทนายท่านนี้ ที่เป็นเพืรอกันว่า เป็นตัวแทนของตำรวจ หรือฝั่งของคุณแม่
“ถ้าคนบนเรือไม่ได้ทำผิด จะโทรหานักการเมือง หรือไปปรึกษาทนาย 2 ชุดทำไม แล้วทำไมต้องเจรจาเรื่องค่าสินไหม โดยขอย้ำว่า ไม่ได้กล่าวหาเจ้าของอู่จอดเรือว่า เป็นคนทำลายหลักฐานบนเรือ แต่เป็นบุคคลภายนอก ที่เข้ามาก่อเหตุ จนไม่เหลือนิ้วมือแฝงบนเรือเลย"