นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หลายคนมองว่าทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงมีความเห็นขัดแย้ง และเห็นไม่ตรงกันหลายเรื่อง ตนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านกลับมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่เกิดจากฐานรากของสังคมหรือครอบครัวคือความเห็นต่าง ถ้าครอบครัวไหนสามารถพูดความเห็นต่างได้ก็มีข้อสรุปได้ ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูก สามารถพูดความเห็นต่างและมีข้อสรุปได้นั่นคือการเริ่มต้นสังคมประชาธิปไตย
ดังนั้นการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็เช่นเดียวกัน ตนพูดชัดเจนทุกครั้งที่เราทำงานร่วมกันว่าเรามีเอกภาพเชิงนโยบายเป้าหมายร่วมกัน ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราต้องการโค่นล้มผู้ที่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เราไม่ยอมรับ ระบอบที่เราเรียกว่าเผด็จการเข้ามาครอบงำอำนาจของพี่น้องประชาชน เรามีเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ตนต้องย้ำก็คือว่าวิธีปฏิบัติของแต่ละพรรคการเมือง เราให้เกียรติให้โอกาสกัน เพราะเราไปละเมิดสิทธิของท่านตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทุกพรรคมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดความเห็นกำหนดวิธีการทำหน้าที่ของท่าน จึงทำให้มีความหลากหลายในเชิงปฏิบัติ
“เพื่อไทยไปซ้าย ก้าวไกลไปขวา เสรีรวมไทยอาจจะเป็นตรงกลาง ประชาชาติอาจจะซ้ายสุด ซึ่งเรื่องเหล่านี้เรายอมรับซึ่งกันและกัน สุดท้ายเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางและขอความเห็นร่วมว่าเราจะกำหนดทิศทางร่วมกันอย่างไร ยืนยันว่าเราไม่ได้มีความเห็นขัดแย้ง แต่ความเห็นต่างมีเยอะแน่นอน เป็นสีสันในการกระตุ้นให้คนได้มีวิพากษ์วิจารณ์ร่วมกัน ฝ่ายค้านเป็นอิสระเราอยากให้แต่ละพรรคทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ” นพ.ชลน่าน กล่าว
ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คิดอยู่นานว่านายกฯหมดเวลา แต่เขาบอกยังมีเวลาถึงปี 2566 ซึ่งเราคงรออีกนาน แต่ตนมองว่าเราไม่ควรให้เวลานายกฯ คนนี้มาตั้งแต่แรก เหตุผลเพราะมาจากรัฐประหารปี 2557 ที่เป็นการสมคิดคิดกับกลุ่มการเมือง เพื่อยึดอำนาจปกครองประเทศ เอารัฐบาลประชาธิปไตยออกไป
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่องค์กรอิสระไม่มีวินิจฉัยผลร้ายแก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นี่คือความเป็นมาของรัฐบาลชุดนี้ จนอยู่มา 7 ปี จะครบ 8 ปี 23 ส.ค. 2565 เรามีความสุขแล้วหรือกับรัฐบาลแบบนี้ เรามีอะไรที่เป็นความสุขบ้าง ซึ่งมีเพียงนายทุนขนาดใหญ่ทั้งหลายรวยเอา ๆ แต่ประชาชนกลับไม่เคยมีความสุข ทั้งข้าวของแพง หนี้สาธารณะชนชนเพดานจนต้องขยายเพดาน ภัยพิบัติทั้งหลาย การระบาดโควิด-19 การทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูปการเมืองไม่มีอะไรคืบหน้า มีแต่การเมืองแบบแจกกล้วย การแตกแยกในบ้านเมือง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคู่ขัดแย้งในสังคมเสียเอง ดังนั้นในเดือน พ.ค.นี้ เปิดสภาฯ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ทันที
“ดังนั้นขอบอกพรรคร่วมรัฐบาลว่า นี่จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายและเป็นประวัติศาสตร์ว่าพรรคการเมืองใดที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นพรรคการเมืองที่สูญพันธุ์ครั้งหน้า นอกจากนี้ อาวุธอีกอย่างนายกฯคือห้ามดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญยึดตั้งแต่เป็นนายกฯครั้งแรกตั้งแต่ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และไม่มีการเขียนยกเว้นไว้ว่าสามารถดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีได้ อยากดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร คุณหมดเวลาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ไปได้แล้ว เพื่อความสง่างามก่อนถึงเดือน ส.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกไปได้แล้ว”นายชูศักดิ์กล่าว
ด้านนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างกีดกันพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเป็นการเลือกตั้งบัตรใบเดียว และมีสูตรคำนวนพลิกผัน และมีการแจกกล้วย ร่างเพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจให้ สว.เลือกนายกฯ ซึ่งเปรียบตาข่าย 2 ชั้น ส่วนวาระ 8 ปี เป็นตาข่ายที่ 3 ไม่ว่านายกฯ คนใดอยู่นานไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ อย่าเขียนด้วยมือแล้วลบด้วยเท้า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมีสำนึกด้วย หลักสากล ผู้นำอยู่อำนาจนานมีแนวโน้มไร้ธรรมาภิบาล แทรกซึมระบบข้าราชการ องค์กรอิสระต่าง ๆ ดังนั้นควรลาออกก่อนถึง ส.ค.นี้ ก่อนจะมีใครยืนตีความรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ร่างกายหมดสภาพ ความรู้ไม่มี ความดีไม่ปรากฏและพรรคยังแตก ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมี 2 ทาง คือ ไม่ยุบสภาฯก็ต้องลาออก เพราะถ้ามาเจออภิปรายเดี๋ยวร่วง แต่ยืนยันว่าการันตีได้เลยว่า เลือกตั้งครั้งหน้าไม่มีโอกาสเป็นนายกฯแน่นอน ซึ่งในการอภิปรายครั้งหน้าขอฝากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านดูแลอย่าให้ใครเป็นงูเห่าเพิ่มอีก ตนเห็นใจพรรคใหญ่ที่คุมยาก ตนเป็นพรรคเล็กไม่กี่คนคุมง่าย พร้อมทั้งอยากให้ช่วยกันดีลฝ่ายรัฐบาลให้ได้ก็จะดี ซึ่งตนกำลังพยายามอยู่แต่ไม่มีเงิน จึงพยายามได้พูดคุยเข้ามาเป็นพวกเท่านั้น
ส่วน นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านายกฯ ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารกิจการบ้านเมืองและประเทศอีกต่อไป ปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่ในเวลานี้ ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารกิจการบ้านเมืองของรัฐบาล ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอย่าง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ และนักวิชาการต่าง ๆ ก็ได้ออกมาเตือนแล้ว หากรัฐบาลยังอยู่ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและวิกฤตอย่างยิ่ง คือการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจของเรา และตนคิดว่าหมดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์ นานแล้ว