เกิดอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 60 ครั้ง หลังแผ่นดินไหวญี่ปุ่น
29 ก.ค. 2569 | prisana_tha

เกิดอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 60 ครั้ง หลังแผ่นดินไหวญี่ปุ่น ประชาชนนับแสนไม่มีน้ำใช้-ครึ่งแสนไม่มีไฟฟ้าใช้ มือถือบางค่ายขัดข้อง
ข่าว
29 ก.ค. 2569 | prisana_tha

เกิดอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 60 ครั้ง หลังแผ่นดินไหวญี่ปุ่น ประชาชนนับแสนไม่มีน้ำใช้-ครึ่งแสนไม่มีไฟฟ้าใช้ มือถือบางค่ายขัดข้อง
KEY
POINTS
29 กรกฎาคม 2569 จากเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดแมกนิจูด 7.1 (ความรุนแรงระดับ 7 ตามมาตรวัดญี่ปุ่น) เมื่อช่วงบ่ายวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองฮิกาวะ ส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภายในห้างสรรพสินค้า "อีออน มอลล์ คุมาโมโตะ" (AEON Mall Kumamoto) ในเมืองคาชิมะ จังหวัดคุมาโมโตะ ที่เกิดระเบิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รวมทั้งเกิดอาฟเตอร์ช็อกกว่า 60 ครั้ง
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency) หรือ JMA ยังคงระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่จังหวัดคุมาโมโตะไว้ที่ 7.1 ในขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Geological Survey) หรือ USGS ปรับลงไปอยู่ที่ระดับ 6.8 และระบุว่า ศูนย์กลางการเกิดว่าอยู่ใกล้เมืองชายฝั่งอูโตะ ที่ห่างจากจังหวัดคุมาโมโตะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 48 กิโลเมตร และอยู่ลึกลงไปเพียง 10 กิโลเมตร
จังหวัดคุมาโมโตะ ตั้งอยู่บนเกาะคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยเป็นหนึ่งในสี่เกาะหลักของประเทศ อยู่ห่างจากเมืองนางาซากิไปทางทิศตะวันออกประมาณ 90 กิโลเมตร ดังนั้น แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว จึงส่งผลให้เกิดดินถล่มลงมาจากภูเขาด้วย
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตว่า มีอย่างน้อย 13 ราย และคาดว่าจะมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน ประชาชนหลายหมื่นครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ ซึ่งทาคาอิจิ กล่าวว่า "ยังมีผู้คนที่รอคอยการช่วยเหลือ และนี่คือการแข่งกับเวลา"... "เราจะทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
ในช่วงค่ำวันอังคาร (28 กรกฎาคม) ประชาชนเกือบ 50,000 ครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ และอีก 140,000 ครัวเรือนไม่มีน้ำประปาใช้ ขณะที่ในวันนี้ อุณหภูมิในพื้นที่พุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด (heatstroke) สำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศและน้ำดื่มน้ำใช้เพียงพอ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่างเคดีดีไอ (KDDI) และ เอ็นทีที (NTT Docomo) ระบุว่า การขาดแคลนไฟฟ้าและระบบสายส่งสัญญาณขัดข้อง ทำให้เกิดเหตุขัดข้องกับบริการโทรศัพท์มือถือ
ญี่ปุ่นยังใช้ "มาตราวัดชินโด" (Shindo) เพื่อวัด "ระดับของการสั่นสะเทือน" ของพื้นดินที่จุดสังเกตต่าง ๆ ภายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งต่างจากแม็กนิจูด (Magnitude) ที่เป็นการวัดค่าตัวเลข ที่สะท้อนถึงขนาดของพลังงาน ที่ปล่อยออกมาจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ซึ่งแผ่นดินไหวล่าสุดมีแรงสั่นสะเทือนระดับ 7 ของมาตราชินโด ซึ่งเป็นระดับสูงสุด (ระดับต่ำสุดถึงสูงสุด คือ 0-7)
ประชาชนราว 300,000 คน ได้รับคำแนะนำให้ไปอยู่ที่ศูนย์อพยพต่างๆ หลายคนต้องนอนพักค้างคืนในรถยนต์ เนื่องจากความหวาดกลัวต่ออาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 60 ครั้ง โดยมีความรุนแรงอยู่ที่ระดับ 1 ถึง 4 ตามมาตราชินโด
นับตั้งแต่ ปี 1919 (พ.ศ.2462) มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า มีเพียง 6 ครั้งเท่านั้น ที่ระดับความรุนแรงแผ่นดินไหวญี่ปุ่นขึ้นถึงระดับ 7 ตามมาตราชินโด
- แผ่นดินไหวที่อ่าวโอซากา จังหวัดโกเบ เมื่อเดือนมกราคม 1995
- แผ่นดินไหวชูเอ็ตสึ จังหวัดนีงาตะ เมื่อเดือนตุลาคม 2547
- แผ่นดินไหวฟุกุชิมะ เมื่อเดือนมีนาคม 2554
- แผ่นดินไหวคุมาโมโตะ เมื่อเดือนเมษายน 2559
- แผ่นดินไหวฮอกไกโด เมื่อเดือนกันยายน 2561
- แผ่นดินไหวคาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ เมื่อเดือนมกราคม 2567
นับตั้งแต่มีการประกาศใช้มาตรวัดชินโด จนถึงปี 2539 เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ประจำการอยู่ทั่วประเทศ จะเป็นผู้วัดระดับชินโด แต่ปัจจุบัน เครือข่ายของเครื่องวัดแผ่นดินไหวได้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยวัดคลื่น P หรือ คลื่นปฐมภูมิ (Primary Wave) ซึ่งก็คือ คลื่นไหวสะเทือนชนิดแรกที่เดินทางมาถึงสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว มีลักษณะเป็นคลื่นตามยาว ที่ทำให้ตัวกลางเกิดการอัดและขยายในแนวเดียวกับทิศทางของคลื่น และสามารถเคลื่อนที่ผ่านได้ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใดก็ตาม ระบบจะแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หน้าจอโทรทัศน์ รถไฟจะหยุดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้คนมีเวลาในการเตรียมตัวก่อนที่คลื่น S (Secondary Wave) หรือ คลื่นทุติยภูมิ หรือ คลื่นตามขวาง ซึ่งเป็นคลื่นไหวสะเทือน ที่มีความรุนแรงในการสร้างความเสียหายจะถล่มพื้นที่
แม้แผ่นดินไหวจะมีความรุนแรง แต่มีอาคารพังถล่มลงมาเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บลงได้ เพราะญี่ปุ่นมีมาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวด มีการยกระดับข้อกำหนดด้านการต้านทานแผ่นดินไหว สำหรับอาคารใหม่ขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีต่างๆ เช่น อาคารพักอาศัยที่ใช้ระบบฐานรากแบบติดตั้งบนลูกกลิ้ง ที่สามารถโยกตัวตามแรงสั่นสะเทือนได้ ช่วยให้อาคารรุ่นใหม่สามารถรับมือกับแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงได้เป็นอย่างดี แตกต่างจากปราสาทคุมาโมโตะ ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่17 ทำให้บางส่วนพังถล่มลงมา เมื่อเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงในปี 2559 และในครั้งล่าสุด