ตลอดปี 2564 นี้รัฐบาลจีนออกมาตรการจัดระเบียและลงดาบภาคธุรกิจเอกชนหลากหลายสาขาจนทำให้บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศบางแห่งสูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 33.5 ล้านล้านบาท

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ทางการจีนตีกรอบควบคุมระบบเศรษฐกิจเข้มงวดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพสูง ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปเป็นอันดับแรก มากกว่าการขยายมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

 

และด้วยนโยบาย "ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” หรือ Common Prosperity  ที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประกาศไว้เพื่อกระจายความมั่งคั่งแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ทำให้มีการออกมาตรการจัดระเบียบภาคธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ไปถึงการศึกษา เทคโนโลยี และบันเทิง ฉุดให้ราคาหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ดิ่งลงถ้วนหน้า ตั้งแต่ อาลีบาบา กรุ๊ป, เทนเซนต์ โฮลดิงส์, ตีตี้ ชูซิง เทคโนโลยี, นิว ออเรียนทัล เอ็ดดูเคชัน แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป นอกจากนี้จีนยังพยายามจำกัดอิทธิพลส่วนตัวของผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง แจ็ค หม่า และโพนี หม่า

 

นักวิเคราะห์ มองว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนแสดงให้เห็นว่า พรรคมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจ และมีสิทธิกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และทางศีลธรรมสำหรับการประกอบธุรกิจ ทำให้ต่อไปนี้บริษัทต่างๆจะไม่ได้มุ่งแสวงหารายได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะต้องสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมด้วย และหากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามก็จะเผชิญบทลงโทษ

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์

เมื่อเดือน ส.ค.2563 จีนออกนโยบายสกัดการกู้ยืมเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ด้วยกฎ 3 ข้อ หรือ  Three red lines เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร และหนี้สินจำนวนมหาศาลในกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และด้วยมาตรการจำกัดการกู้ยืมเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดวิกฤตสภาพคล่อง ที่ทำให้บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่สุด 2 แห่ง ได้แก่ เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป และไคซา กรุ๊ป โฮลดิงส์ ต้องประสบกับการผิดนัดชำระหนี้ และในเดือน ต.ค.จีนออกกฎใหม่ ห้ามเมืองขนาดเล็กสร้างตึกสูงเกินกว่า 250 เมตร

 

 

บริษัทเทคโนโลยี

เมื่อเดือน พ.ย.2563 จีนระงับการเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ของบริษัทแอนท์ กรุ๊ป ของแจ็ค หม่า หลังหม่าวิจารณ์หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของจีนและธนาคารของรัฐ

                

เมื่อเดือน ก.พ. 2564 จีนออกนโยบายใหม่ต่อต้านการผูกขาดเพื่อควบคุมบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งหนึ่งในมาตรการเหล่านี้ คือ การควบคุมการใช้อัลกอริทึม และต่อมาบริษัทเทคโนโลยีหลายราย รวมถึง อาลีบาบา, เทนเซนต์ และไป่ตู้ ถูกสั่งปรับฐานละเมิดกฎระเบียบในการต่อต้านการผูกขาดตลาด โดยเฉพาะอาลีบาบาถูกปรับเกือบ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกจากนี้จีนยังไม่ต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดขายหุ้น IPO ในต่างประเทศ และตีตี้ ชูซิง ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่ยอดนิยม ถูกถอดออกจากแอปสโตร์ หลังเสนอขายหุ้น IPO ในสหรัฐฯ กฎใหม่ยังกำหนดให้บริษัทที่มีข้อมูลของผู้ใช้งานเกิน 1 ล้านคนต้องขออนุญาตจากทางการก่อนจดทะเบียนในต่างประเทศได้  และในเดือน ส.ค.จีนห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเล่นวิดีโอเกมเกินสัปดาห์ละ 3 ชม.เพื่อป้องกันการติดเกม

 

ในเดือน ก.ย.จีนห้ามการทำธุรกรรมด้วยคริปโตเคอร์เรนซี และห้ามขุดคริปโตเคอร์เรนซี ธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทให้บริการชำระเงินออนไลน์ถูกห้ามทำธุรกรรมด้วยคริปโตเคอร์เรนซี และผู้บริหารกองทุนถูกห้ามลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี

 

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังสร้างระบบคลาวด์ของตัวเองที่ภาครัฐให้การสนับสนุน เพื่อแข่งกับบริษัทอาลีบาบา, หัวเว่ย และเทนเซนต์ 

 

นักวิเคราะห์ มองว่า จีนมุ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะเรื่องข้อมูล และต้องการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเพื่อสังคมมากขึ้น เพราะความไม่เท่าเทียมอาจสั่นคลอนเสถียรภาพและการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

 

 

โรงเรียนกวดวิชา

เมื่อเดือน ก.ค. จีนออกข้อบังคับควบคุมโรงเรียนกวดวิชาเอกชนเพื่อมุ่งลดแรงกดดันต่อเด็กนักเรียน และลดภาระค่าเรียนพิเศษที่ผู้ปกครองต้องจ่าย โดยสั่งให้โรงเรียนกวดวิชาจดทะเบียนในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร และยกเลิกการสอนเนื้อหาที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรการสอนของโรงเรียน นอกจากนี้บริษัทเหล่านี้ถูกห้ามระดมเงินทุนในต่างประเทศและไม่สามารถเปิดสอนในวันสุดสัปดาห์และวันหยุดเทศกาลต่างๆ ข้อบังคับเหล่านี้กระทบต่ออุตสาหกรรมโรงเรียนกวดวิชา ที่มีมูลค่าถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัท นิว ออเรียนทัล เอ็ดดูเคชัน แอนด์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นธุรกิจโรงเรียนกวดวิชารายใหญ่ที่สุดของจีน มูลค่าตลาดของหุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯสูญหายไป 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

อุตสาหกรรมบันเทิง

เมื่อเดือน ส.ค.จีนพยายามควบคุมวัฒนธรรมแฟนคลับที่วุ่นวาย โดยสั่งให้สถานีโทรทัศน์ยุติการร่วมงานกับศิลปินคนดัง ที่มีจุดยืนทางการเมือง "ไม่ถูกต้อง" ที่ส่อในทางไม่รักชาติ และยังจำกัดการจำหน่ายสินค้าสำหรับแฟนคลับสำหรับศิลปินที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และห้ามแพลตฟอร์มออนไลน์เผยแพร่อันดับความนิยมของเหล่าศิลปิน

 

เส้นทางสู่ "ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน" ของจีน บ่งชี้ว่า จีนจะถอยห่างจากระบบทุนิยมแบบตะวันตกสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคมากขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมค่านิยมของสังคมนิยมแทน แม้ยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร้กฎเกณฑ์อาจจะสิ้นสุดลง แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ธุรกิจที่ปรับตัวได้จะประสบความสำเร็จ