อย่างไรก็ตามจากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ราย คือ นางพวงเพ็ญ ศักดิ์เกษมกฤต อายุ 65 ปี เป็นพี่สาวเจ้าของร้านทองทวีชัย และนายหวังดี อินทวงศ์ อายุ 71 ปี เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าของร้าน ก่อนที่คนร้ายบุกรุกเข้ามาทั้งสองคนก็พักอาศัยอยู่ในบ้านตามปกติ โดยคนร้ายเข้ามาทางหลังคาฝ้าบริเวณชั้นสองของร้าน โดยลอดช่องเพดานลงมาบริเวณชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนกลางของบ้าน
ขณะนั้นนางพวงเพ็ญ และนายสมหวัง นั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ โดยคนร้ายได้ใช้อาวุธมีดที่อยู่ในครัวและไม้ระแนงที่เตรียมไว้ใช้ข่มขู่ทั้งสองคนให้พาไปเปิดประตูห้องเก็บตู้เซฟซึ่งเป็นประตูนิรภัย แต่ทั้งสองไม่ยินยอมจึงถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดและไม้ทุบบริเวณศรีษะทั้งคู่จนได้รับบาดเจ็บ จนต้องยอมไปเปิดประตูห้องนิรภัยและตู้เชฟเก็บทองรูปพรรณ ซึ่งมีทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวนและกำไลข้อมือ จำนวนหลายรายการ
จากนั้นคนร้ายได้นำทองรูปพรรณที่อยู่ภายในตู้เซฟ และที่วางอยู่ในถาดบนรถเข็ญ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับตู้เซฟใส่ถุงพลาสติกสีขาวขนาดใหญ่ที่อยู่ภายในร้าน ก่อนจะหลบหนีออกจากบ้านไปตามช่องทางเดิมที่เข้ามา ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งสองคนเมื่อคนร้ายออกไปแล้วได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากบ้านข้างเคียง ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือในที่สุด
พ.ต.อ.ประวิทย์ สุทธิเรืองอรุณ รองผบก.สส.ภ.8 รักษาการผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต กล่าวว่า ความคืบหน้าของคดี จากการสอบถามพยาน ทราบว่ามีทองรูปพรรณที่หายไปน้ำหนักกว่า 300 บาท และมีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้แบ่งชุดทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรเส้นทางที่คนร้ายเริ่มมาก่อเหตุและเส้นทางที่ใช้หลบหนี เบื้องต้นคดีมีคืบหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว ส่วนคนร้ายยังไม่แน่ชัดว่า จะเป็นคนไทยหรือแรงงานต่างด้าว แต่ไม่ได้ตัดประเด็นผู้ที่เคยเข้าออกร้านทองเช่นเดียวกัน คาดว่าน่าจะได้ตัวคนร้ายในเร็วๆ นี้
ภาพ/ข่าว โดย : สาลินี ปราบ จ.ภูเก็ต