สำหรับขั้นตอนการรับแฟลชไดรฟ์
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประธาน กสถ. มีคำสั่งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบหลัง มศว นำมาส่ง คือ ผอ.สำนักกองบุคคล ผู้เชี่ยวชาญ และ ผอ.กลุ่มที่รับผิดชอบ รวม 3 คน โดยประธาน กสถ. ชี้แจงในที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. ว่าได้มอบหมายให้รองอธิบดี สถ. ดูแล
กรณีตู้นิรภัยเก็บแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับในห้องของอธิบดี มีการเก็บกุญแจไว้กับผู้อำนวยการสำนักกองบุคคลท้องถิ่น ผู้ที่จะเปิดตู้ได้ต้องเป็นผู้ที่ถือกุญแจเท่านั้น
จากนั้นในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล พบว่าไฟล์ประมวลผลข้อมูลเป็นคนละไฟล์กับแฟลชไดรฟ์ในตู้เซฟ มีเจตนาเพื่อตรวจสอบรีเช็กระหว่างกัน แต่ผลตรวจสอบข้อมูลรั่วยังไม่ได้ออกมา
นอกจากนี้ มีการชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ติดต่อกับ มศว และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน โดยพบว่าการสอบสวนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของ ผอ.บุรณี แพรโรจน์
ส่วนกรณีคลิปเสียงการเรียกรับประโยชน์อยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พบมีบุคคลชื่อ “ส้ม” และ “กิต” เรียกรับเงิน 350,000 บาทต่อคน
ซึ่งจากการตรวจสอบในโซเชียลมีเดีย 3 คลิป พบว่าไม่ใช่บุคคลของ สถ. แต่เป็นบุคคลในบริษัทเอกชน ขณะที่ประเด็นกระดาษคำตอบที่ไม่ตรงกับผลคะแนน สถ. ได้ตรวจสอบไฟล์กระดาษคำตอบที่จัดเก็บตั้งแต่ครั้งแรกในตู้เซฟพบว่ายังไม่มีการแก้ไข
โดยขั้นตอนปฏิบัติแต่ละศูนย์จะต้องส่ง 2แฟลชไดรฟ์มายัง สถ. ภายใน 7 วันตาม TOR แต่สุดท้ายกลับพบว่าข้อมูลไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ
สำหรับชื่อเจ้าหน้าที่ สถ. ผู้เสนอบัญชีในรายชื่อที่ประกาศไปก่อนหน้านี้และพบการแก้ไข สถ. ชี้แจงว่าทาง มศว เป็นผู้ส่งข้อมูลให้ กสถ. ตรวจสอบความถูกต้องคุณสมบัติตำแหน่งและชื่อ ไม่ได้เป็นผู้แก้ไขคะแนนเอง ขณะที่ตัวเลขผู้สอบแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ตรงกันระหว่าง สถ. กับ ป.ป.ช.
อาจมาจากพยานหลักฐานที่มีข้อมูลต่างกัน ระหว่าง 5,925 ราย กับ 5,960 ราย โดย สถ. ยึดการตรวจกระดาษคำตอบทั้งหมด 270,000 ราย และใช้เกณฑ์คะแนนกระดาษคำตอบที่มีการสแกนเป็นหลัก
การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. กลุ่มคนสอบผ่านโดยสุจริตจากจำนวน 279,949 คน โดยมี 49,268 คน และมีการปรับลดคะแนนลง 2 คน
2. กลุ่มที่มีการแก้ไขคะแนน 5,925 คน (คะแนนน้อยแต่แก้ไขเพื่อให้ได้รับการบรรจุ) ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ 5,129 คน ซึ่งถือว่าไม่มีสิทธิ์ได้บรรจุตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย โดยจะมีแนวทางเสนอให้พ้นจากตำแหน่ง ส่วนกลุ่มที่คะแนนผ่านอยู่แล้วแต่มีการปรับคะแนนเพิ่มขึ้น 790 คน จะมีการพิจารณาในวันที่ 5 สิงหาคมนี้
“แนวทางที่จะเสนอ กสถ. พิจารณานำเรียนว่า กลุ่มผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อยู่แล้วจะมีการแก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้น 790 คน มีการบรรจุไปแล้ว 565 คน ยังเหลือที่ไม่ได้บรรจุอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องเสนอว่าให้พ้นจากตำแหน่งเพราะถือว่าไม่มีสิทธิ์มาแต่ต้น ส่วนกลุ่มที่แก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้นจากผ่านอยู่แล้วแต่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ลำดับที่ดี กรมส่งเสริมจะพิจารณาเป็น 2 แนวทาง
ในเบื้องต้นแนวทางที่ 1 คือการปรับลดลงตามคะแนนที่แท้จริง ให้นายก อปท. สอบสวนให้ข้อยุติจึงให้พ้นจากตำแหน่ง มีอีกแนวทางหนึ่งคืออาจจะต้องพิจารณาในประเด็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องเสนอพักการปฏิบัติงานหรือให้ออกไว้ก่อนด้วยหรือไม่ โดยจะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กสถ.”
“อาสพลธ์” เปรียบโครงสร้างทุจริตสอบท้องถิ่นเป็น “ตึก 5 ชั้น” จ่อลุยสอบชั้น 5 ระดับเสนาบดี หวังจับคนโกงระดับ “บิ๊กบอส”
นายอาสพลธ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า การที่คะแนนรั่วไหลมาจาก 2 ช่องทาง ทั้งจากผู้รับจ้าง (มศว) และแฟลชไดรฟ์ใน สถ. ซึ่งทางรองอธิบดี สถ. ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ “และวันนี้เห็นแล้วว่ามีการแก้ไขคะแนน ทำให้หลายคนไม่ได้รับการบรรจุ คนที่เสียโอกาส 5,900 กว่าคน พอประกาศใหม่สัปดาห์หน้าอาจจะได้สิทธิ์นั้น นอกจากเรื่องการดำเนินคดีมีแนวทางอย่างไร หรือเป็นช่องว่างของกฎหมายอย่างไร ไม่เช่นนั้นหากอีกสองปีจะสอบใหม่ก็จะเป็นแบบนี้อีก เพราะคนที่ทำผิดแบบนี้หากไม่ได้รับผลกระทบ คนอื่นทำได้ เขาก็ทำได้เช่นกันในอนาคต”
ด้าน นายบุญประสงค์ นวลสาย รองอธิบดี สถ. ชี้แจงว่าจะต้องมีการส่งรายชื่อผู้ที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์พร้อมสำเนากระดาษคำตอบ ไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในภาคีเครือข่ายที่ทำ MOU พิจารณาตามหน้าที่ ได้แก่ ป.ป.ช., ปปท., ดีเอสไอ และ ปปง. ดำเนินการควบคู่ไปกับการประกาศรายชื่อใหม่หลังการประชุมวันที่ 6 สิงหาคมนี้
ขณะที่ตัวแทนกรรมาธิการฯ ได้สอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้ปัญหาดำเนินมาถึงจุดนี้และความบกพร่องที่เกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่ สถ. ตอบว่าอนุมานได้ว่าช่องโหว่คือผู้รับจ้าง ด้านนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้ กสถ. ตกเป็นจำเลยสังคมและต้องเร่งอธิบายความจริงแก่ประชาชน ต้องกล้าพูดเพราะวันนี้ประชาชนยินดีรับข้อเท็จจริง โดย มศว ยืนยันว่าความบกพร่องไม่ได้เกิดจากตน แต่ สถ. ก็ไม่เคยออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าความผิดพลาดเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ระบบเรากำลังเสื่อมศรัทธา มีค่านิยมว่าหากสอบไม่ต้องดูหนังสือ แค่แก้คำตอบเป็นหนทางที่เร็วที่สุด พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องแฟลชไดรฟ์ที่ระบุใน TOR ว่าเป็นความลับสุดยอดแต่กลับไม่มีการเข้ารหัส ซึ่งเป็นจุดบกพร่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในหน่วยงานระดับนี้
เมื่อสอบถามถึงกรณีที่ไม่ใช้ ม.บูรพา เป็นผู้รับจ้างจัดสอบ
เจ้าหน้าที่ สถ. ระบุว่าเกิดจากการประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เห็นควรให้ยกเลิกคู่สัญญากับ ม.บูรพา เนื่องจากมองว่ามาตรการป้องกันการทุจริตยังไม่เพียงพอ จึงคัดเลือก มศว เข้ามารับผิดชอบแทน
จากนั้น รองอธิบดี สถ. ได้นำคณะกรรมาธิการฯ เข้าตรวจสอบตู้จัดเก็บแฟลชไดรฟ์ภายในห้องทำงานของอธิบดี สถ.
พร้อมอธิบายว่าผู้ถือกุญแจตู้เซฟมีทั้งหมด 4 บุคคล และเวลาเปิดต้องมีคณะกรรมการที่รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันในตู้เซฟไม่มีแฟลชไดรฟ์เนื่องจากถูกส่งไปให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว
พร้อมยอมรับว่าหลังจากนี้จะต้องสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการจัดเก็บแฟลชไดรฟ์ใหม่ ก่อนจะนำคณะไปตรวจสอบคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานของผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่นที่ใช้ติดต่อกับ มศว ก่อนมีการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านต่อไป
“อาสพลธ์” เปรียบโครงสร้างทุจริตสอบท้องถิ่นเป็น “ตึก 5 ชั้น” จ่อลุยสอบชั้น 5 ระดับเสนาบดี หวังจับคนโกงระดับ “บิ๊กบอส” ให้ได้
ต่อมา นายอาสพลธ์ เผยว่า การตรวจสอบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอาจเสี่ยงต่อการถูกตัดตอนผู้กระทำความผิดไม่ให้สาวถึงผู้บงการระดับสูง
โดยเปรียบเทียบการทุจริตครั้งนี้เป็น “ตึก 5 ชั้น” ซึ่งขณะนี้ได้ข้อเท็จจริงในชั้นที่ 2, 3 และ 4 แล้ว โดยชั้นที่ 4 คือผู้บริหารระดับอธิบดีและรองอธิบดี ชั้นที่ 3 คือกลุ่มขบวนการแก้กระดาษคำตอบและผู้ต้องหาที่ถูกฝากขัง และชั้นที่ 2 คือกลุ่มผู้เข้าสอบที่มีการแก้ไขคะแนน
นายอาสพลธ์ เผยว่า การตรวจสอบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอาจเสี่ยงต่อการถูกตัดตอนผู้กระทำความผิดไม่ให้สาวถึงผู้บงการระดับสูง โดยเปรียบเทียบการทุจริตครั้งนี้เป็น “ตึก 5 ชั้น” ซึ่งขณะนี้ได้ข้อเท็จจริงในชั้นที่ 2, 3 และ 4 แล้ว โดยชั้นที่ 4 คือผู้บริหารระดับอธิบดีและรองอธิบดี ชั้นที่ 3 คือกลุ่มขบวนการแก้กระดาษคำตอบและผู้ต้องหาที่ถูกฝากขัง และชั้นที่ 2 คือกลุ่มผู้เข้าสอบที่มีการแก้ไขคะแนน
ส่วนที่ยังต้องขยายผลคือชั้นที่ 1 ได้แก่ผู้ที่จ่ายเงินแต่ไม่ได้บรรจุเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง และชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลระดับสูงหรือระดับ 11-12 รวมถึงระดับเสนาบดี ที่ต้องอาศัยคำซัดทอดจากบุคคลในชั้นที่ 4
พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ สถ. ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตท่ามกลางวิกฤตศรัทธา โดยระบุว่าตนเองก็ถูกดูแคลนเช่นกัน แต่มีความมุ่งมั่นต้องการนำตัวผู้กระทำผิดในชั้นที่ 5 มาลงโทษให้ได้ และเชื่อมั่นว่า ป.ป.ช. มีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือ
นายอาสพลธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรอบนี้ไม่มีการนำคนผิดมาลงโทษทั้งหมด อีก 2 ปีข้างหน้าปัญหาก็จะวนกลับมาอีก ปัญหาที่เกิดขึ้นลุกลามมาจากการบริหารงานและหัวเรือใหญ่ที่ยังคลุมเครือ นอกจากเรื่องสอบท้องถิ่นแล้ว ประเทศไทยยังมีปัญหานอมินีถือครองที่ดินผิดกฎหมาย แย่งอาชีพคนไทย และการออกบัตรประชาชนโดยทุจริต ซึ่งควรใช้โอกาสนี้ในการสะสางปัญหาโดยอาศัยผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานร่วมกับฝ่ายนโยบายอย่างจริงจัง
ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวแสดงความขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าจะแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด ปัจจุบันคดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและคดีอาญาเรียบร้อยแล้ว โดยได้สั่งหยุดจ่ายเงินงวดสุดท้ายจำนวน 32 ล้านบาทให้กับทาง มศว เนื่องจากส่งงานไม่ตรงตามสัญญา พร้อมหารือกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาบอกเลิกสัญญาหรือเรียกเงินคืนทั้งก้อน 142 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินขั้นต่อไป
นายนิรัตน์ ระบุว่าจะดำเนินการลงโทษทางวินัยและคดีอาญากับบุคคลที่กระทำความผิด พร้อมปรับโครงสร้างองค์กร ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรภายใต้วิกฤตศรัทธา ยืนยันว่าหลังจากนี้จะไม่มีการแก้คะแนนใดๆ ทั้งสิ้น และจะปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย
รวมถึงวางระบบป้องกันระยะยาวโดยพุ่งเป้าไปที่ 4 ผู้เล่นในขบวนการโกงสอบ ได้แก่ “กรม สถ. - มหาวิทยาลัยคู่สัญญา - นายหน้าขบวนการ - ผู้ซื้อข้อสอบ” เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายแก่ระบบราชการได้อีกต่อไป