"ซูเปอร์โพล" เปิดผลสำรวจ "คู่ชิงนายกฯ" ปรากฏชื่อ "บิ๊กตู่-จุรินทร์" เบียดกัน 2 อันดับแรก ตามด้วย "คุณหญิงสุดารัตน์-กรณ์-อนุทิน-พิธา" เจาะคะแนนนิยมแยกตามภาค คนใต้สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุด ส่วนคนอีสานรั้งท้าย

17 ตุลาคม 2564 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง "ประเมินคู่ชิงนายกรัฐมนตรี" กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,348 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11-16 ตุลาคมที่ผ่านมา ผลสำรวจพบว่า บุคคลที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเห็นว่ามีความเหมาะสมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับแรก ร้อยละ 68.2 คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่า มีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ อดทน อดกลั้น มุ่งมั่นทุ่มเททำงานให้ประเทศชาติและประชาชนต่อเนื่องมา ปรับปรุงตนเอง กำลังทำงานต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ แก้ปัญหาปากท้องให้กลับมาเปิดประเทศได้ ทั้งยังไม่พบปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่รุนแรงเอื้อต่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 

อันดับสอง ร้อยละ 59.3 คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่า เพราะมีอุดมการณ์ ขยันทุ่มเททำงานแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน มีประสบการณ์การเมืองมายาวนาน เชื่อมประสานทุกฝ่ายฝ่าวิกฤติต่างๆ ได้ ไม่มีประวัติด่างพร้อย จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ จุดยืนมั่นคงกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พบทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เอื้อผลประโยชน์แก่ครอบครัวและพวกพ้อง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี

อันดับสาม ร้อยละ 58.6 คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยสร้างไทย โดยให้เหตุผลว่า เป็นผู้หญิงกล้า แกร่ง มุ่งมั่นทุ่มเท ทำงานใกล้ชิดประชาชน อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยในอดีต มีความละเอียดอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนตัวเล็กตัวน้อย 

 

อันดับสี่ ร้อยละ 58.5 คือ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โดยให้เหตุผลว่า เพราะเป็นนักการเมืองที่เป็นตัวของตัวเองสูง การศึกษาดี พูดจาดีมีประสบการณ์สูง เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ การเงิน 

 

อันดับห้า ร้อยละ 54.4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยให้เหตุผลว่า เพราะเป็นนักธุรกิจเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จผ่านวิกฤติโควิด อดทน อดกลั้นต่อการถูกโจมตี จิตใจดีช่วยเหลือประชาชน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

สำหรับนักการเมืองที่ได้คะแนนลำดับรองๆ ลงไป ก็เช่น ร้อยละ 53.9 นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า พูดจาดีมีเหตุผล มีวิสัยทัศน์ มีการศึกษาดี, ร้อยละ 46.7 นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม เพราะเป็นนักการเมือง นักประชาธิปไตยที่มีความรู้ มีจุดยืนเข้มแข็งจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ผลงานเปิดโปงทุจริตจำนำข้าว 

 

ดอกเตอร์ นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจที่น่าพิจารณาคือ จุดยืนทางการเมืองของประชาชนที่พบว่า จำนวนมาก หรือร้อยละ 40.7 สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 21.2 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และ ร้อยละ 38.1 เป็นพลังเงียบ ขออยู่ตรงกลาง

 

เมื่อจำแนกจุดยืนทางการเมืองของประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ พบว่า ประชาชนในภาคใต้ส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.7 สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุด ในขณะที่คนอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุด คือ ร้อยละ 23.9 โดยคนในภาคกลางสนับสนุนรัฐบาลเป็นอันดับสอง ร้อยละ 38.5 คนกรุงเทพมหานครสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 31.5 และคนภาคเหนือสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 29.9

 

ในกลุ่มคนพลังเงียบหรือขออยู่ตรงกลาง พบว่ากลุ่มคนในภาคอีสานเกือบครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มพลังเงียบ คือร้อยละ 48.6 รองลงมาคือ คนกรุงเทพมหานครร้อยละ 43.2 ในขณะที่คนภาคเหนือเป็นพลังเงียบร้อยละ 40.7 และคนในภาคกลางเป็นพลังเงียบร้อยละ 40.2 โดยคนในภาคใต้เป็นพลังเงียบน้อยที่สุดคือร้อยละ 16.8 ตามลำดับ

 

ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล มีสัดสว่นสูงสุดในภาคเหนือ คือ ร้อยละ 29.4 ในขณะที่คนในภาคใต้ไม่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุด ร้อยละ 5.5 ในขณะที่คนในภาคอีสานร้อยละ 27.5 คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 25.3 และคนในภาคกลางร้อยละ 21.3 ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล 

 

ดอกเตอร์ นพดล กล่าวด้วยว่า ผลโพลล์ชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า หลังจากมีพรรคการเมืองต่างๆ ทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีออกมา ประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับผู้ถูกเสนอตัวเป็นคู่ชิงนายกรัฐมนตรีตามความเหมาะสมในคุณลักษณะของแต่ละบุคคล