เนื่องจากโครงการชลประทานจังหวัดปทุมธานี ได้รับแจ้งจากกรมชลประทาน ได้ประเมินปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนและลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งคาดว่ามีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไหลลงเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในอัตรา 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลลงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพความปลอดภัยและความมั่นคงของเขื่อน จึงจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในอัตรา 900-1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเข้าพื้นที่จังหวัดปทุมธานี อยู่ในอัตราประมาณ 3,000-3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที่ ซึ่งจะทำให้กระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่นอกคันกั้น อำเภอสามโคก และอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โดยทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้นำเรือเหล็กจำนวน 2 ลำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ที่อาศัยอยู่ตลอด 2 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และได้นำถุงรอดชีพเพื่อบรรเทาภัยจากน้ำเอ่อล้น และยาสมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกันโควิด-19 จากวัดวัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร มอบให้ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงป้องกันโควิด-19 ไปด้วย รวมถึงให้ระมัดระวังปลั๊กไฟฟ้าหากประชาชนต้องการย้ายปลั๊กไฟ สามารถประสานวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานีจะมีทีมลงพ้นที่ช่วยเหลือ รวมถึงการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดจากน้ำท่วม นอกจากนี้ นายเสวก ประเสริฐสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ยังได้ลงเรือเล็กเพื่อนำถุงรอดชีพไปมอบให้ประชาชนตามบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา