ประเด็นการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือชาวบ้านช่วงโควิด มักตามมาด้วยข่าวการจัดซื้อในราคาแพงเกินจริงหรือไม่ และเป็นการฉวยโอกาสหาเงินเข้ากระเป๋าในยามที่โควิดแพร่ระบาด “ข่าวข้นคนข่าว” จะพาไปย้อนดูว่า กรณีการจัดซื้อราคาแพงหูฉี่ เกิดขึ้นที่ไหนกันบ้าง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

เริ่มจากประเด็นที่กำลังเป็นข่าวฮือฮาตอนนี้ กรณีที่อบต.สระแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดซื้อชุดห่วงใยให้กับชาวบ้าน จำนวน 200 ชุด เป็นวงเงิน 70,000 บาท โดยเฉลี่ยตกชุดละ 350 บาท ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วยหน้ากาก 10 ชิ้น เจลแอลกฮอล์ ฟ้าทะลายโจร พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ ยาอมมะแว้ง และยาแก้ไอ เมื่อนำมาเทียบกับราคาท้องตลาด ทั้งชุดราคาไม่เกิน 150 บาท

 

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ก็มีกรณีของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน นายนิรันดร์ ด่านไพบูลย์ ร่วมกับพวก ได้ร่วมกันทุจริตจัดซื้อชุดของใช้ประจำวัน หรือ “แคร์เซ็ต” วงเงินกว่า 16,343,000 บาท ในโครงการป้องกันผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการจัดซื้อชุดแคร์เซ็ต เพื่อสนับสนุนแก่กลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดโควิด จำนวน 27,700 คน ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยจัดซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการทำความสะอาดร่างกาย จำนวน 13 รายการ ในราคาชุดละ 590 บาท 
   

และในปีเดียวกัน มีการออกมาแฉกรณีที่ อบจ.สระบุรี ส่อทุจริตจากการเบิกงบซื้อของชุดแคร์เซ็ตเช่นเดียวกัน โดยมีการนำภาพของใบสั่งซื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ แกลลอนละ 3,500 บาท ทั้งๆที่ราคาตามท้องตลาดอยู่ที่ 1,500 บาท รวมถึงเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ราคา 3,500 บาท แต่ในท้องตลาดขายอยู่ที่ราคา 2,500 - 2,850 บาท 
 

ขณะที่ ช่วงเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่ใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมากเหมือนกัน โดยมีการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์อย่าง แอลกอฮอล์ เจลฆ่าเชื้อโรค เครื่องวัดอุณหภูมิ จากบริษัท กรีน เทคโนโลยี เอเซีย จำกัด บริษัทเดียว จำนวน 2 สัญญา รวมวงเงิน 294,500,000 บาท 

 

และยังได้จัดซื้อเครื่องอากาศไร้คนขับ หรือโดรน พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 6 ชุด เพื่อนำมาใช้ในการพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคโควิด-19 จากบริษัทหนึ่งสาม สโตร์ จำกัด 1 สัญญา รวมวงเงิน 1,810,440 บาท รวมวงเงิน 3 สัญญาอยู่ที่ตัวเลข 296,310,400 บาท 

 

ด้านพื้นที่ภาคใต้ อย่างจังหวัดภูเก็ต ก็มีประเด็นที่มีการเผยแพร่หนังสือจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 แจ้งเวียนให้ นายอำเภอ ทุกอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เทศมนตรีเมืองป่าตอง และเทศมนตรีเมืองกะทู้ เร่งรัดการจัดซื้อเครื่องพ่นสารเคมีชนิดฝอยละออง และน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริเวณสถานที่สำคัญและสถานที่ท่องเที่ยว 

 

โดยข้อความในหนังสือเวียนนี้ ได้มีการแนบรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะเครื่องพ่นสารเคมีชนิดฝอยละออง และข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ บริษัท เอ็นริช ฟ็อกเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาศตร์การแพทย์ อาทิ เครื่องพ่นละอองฝอย SOLO ราคาราชการอยู่ที่ 85,000 บาท ราคาเอกชนซื้อสด อยู่ที่ 50,000 บาท เครื่องพ่นละอองฝอย U260 ราคากลางราชการอยู่ที่ 50,000 บาท ราคาเอกชนซื้อสด 25,000-38,000 บาทไว้ให้ด้วย

ขณะที่ภาคอีสานก็มีข่าวการจัดซื้อราคาแสนแพงเหมือนกัน อย่างที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ใช้งบประมาณ 170,000 บาท โดยจัดซื้อเครื่องพ่นฝอยละออง ULV ชนิดสะพายหลัง ใช้ระบบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน 1.3 ลิตร และมีความจุน้ำยา 26 ลิตร จำนวน 2 เครื่อง ตกราคาเครื่องละ 85,000 บาท จากร้านอิเลคโทรนิคส์แห่งหนึ่งในเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อสื่อมวลชนได้มีการตรวจสอบราคาจริงๆ กลับพบว่า เครื่องรุ่นนี้ราคาอยู่เพียงเครื่องละ 3,660 บาทเท่านั้น 


นอกจากนี้ ยังมีเครื่องพ่นราคา 1,500 บาท ซึ่งหากว่าไปหาซื้อตามร้านเครื่องมือการเกษตรราคาไม่ถึง 1,000 บาทต่อชุด ทำให้ชาวเน็ตตั้งคำถามว่า อบจ.สระบุรีหน่อยยังสบายดีไหม เอาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านมาเป็นข้ออ้างในการจัดซื้อแบบเร่งด่วน พร้อมวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้