ในยุคที่คนต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บและความกลัวการถูกพรากจากความเยาว์วัย ทำให้คนส่วนใหญ่ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาไว้ และหลายคนหลงเข้าไปในวังวนของสินค้าที่ถูกกระหน่ำโฆษณาจนเกินจริง ที่แม้จะไม่เป็นอันตรายแต่ก็ไม่ได้คุ้มค่าเงินที่เสียไป

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ก่อนหน้านี้สื่ออังกฤษ "The Guardian" ได้ตั้งคำถามว่าเครื่องดื่ม "คอลลาเจน" ช่วยทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงจริงหรือ ตามด้วยเนื้อหาที่เป็นการตั้งคำถามว่าบรรดา "อาหารเสริมความงาม" (Nutricosmetics) ทั้งหลาย ที่มีตั้งแต่ชนิดผงเพื่อลดน้ำหนัก ชนิดเม็ด และเครื่องดื่ม ที่ออกแบบมาเพื่อย้อนความชราของผิวนั้น แท้ที่จริงเป็นแค่ "วิทยาศาสตร์เทียม" แค่ 1 ช้อน (spoonful of pseudoscience) หรือไม่ 

 

หรือ "คอลลาเจน" จะเป็นแค่วิทยาศาสตร์เทียม?

สื่อฮ่องกง "South China Morning Post" ได้ให้คำอธิบายในเชิงคำตอบเนื้อหาข้างต้นว่า คอลลาเจน คือโปรตีนที่ร่างกายมนุษย์ทุกคนสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ มีความซับซ้อน ประกอบด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิดที่แตกต่างกัน ถ้าเรากินเข้าไประบบทางเดินอาหารก็จะทำลายกรดอะมิโนก่อนปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด และรับประกันไม่ได้ด้วยว่า กรดอะมิโนจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเดียวกัน ขณะที่แพทย์ผิวหนังคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า

"เห็นด้วยว่าการเสริมคอลลาเจนแทบไม่มีอันตราย แต่การสร้างได้รับโปรตีนจากอาหารดีๆ ครบ 5 หมู่ เป็นวิธีที่สมเหตุสมผลและประหยัดกว่า"

แต่วิธีที่สมเหตุสมผลนี้กลับตรงข้ามกับความต้องการของผู้คนจำนวนมาก ยิ่งคำกล่าวเพ้อฝันมากเท่าไรก็ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งแพงเท่าไรก็ยิ่งทำให้เชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น จึงไม่แปลกใจที่อาหารเสริม คอลลาเจน ในรูปแบบผงหรือเม็ดผุดขึ้นเป็นเห็ดหน้าฝน 

 

หรือ "คอลลาเจน" จะเป็นแค่วิทยาศาสตร์เทียม?

 

หรือ "คอลลาเจน" จะเป็นแค่วิทยาศาสตร์เทียม?

อาหารดั้งเดิมบางอย่างก็พลอยกลับมาได้รับความนิยม เพราะความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความอ่อนเยาว์ เช่น กระเพาะตากแห้งของปลาบางชนิด, พีชหมากฝรั่ง (Peach Gum) ซึ่งที่จริงคือของแข็งถูกปลดปล่อยออกมาจากเปลือกไม้พีช และซุปคอลลาเจนในหม้อไฟ (bijin nabe) ที่กำลังได้รับความนิยมสุดขีดที่ญี่ปุ่น ความเชื่อที่ว่า คอลลาเจน ที่ย่อยแล้วจะจัดกลุ่มใหม่ เพื่อสร้าง คอลลาเจน ชนิดเดียวกับที่ร่างกายสร้าง ดูจะคล้ายคลึงกับความเชื่อในสมัยโบราณของชาวจีน เช่น การกินตีนไก่ทำให้ขาแข็งแรง กินตับหมูดีต่อสุขภาพตับ สมองของหมูช่วยเพิ่มพลังสมอง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า "กินอะไร ได้อย่างนั้น" อีกต่อไปแล้ว แต่หันมาคล้อยตามวิทยาศาสตร์โภชนาการสมัยใหม่ ถ้าไม่คิดมาก วิทยาศาสตร์เทียม เหล่านี้ก็ไม่ต่างจาก "ยาหลอก" ที่มีจุดประสงค์ในทางจิตวิทยามากกว่าการรักษา ตราบใดที่ไม่ได้ทำอันตรายและไม่เกี่ยวข้องกับความโหดร้าย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปห้ามคนที่ "พร้อมจะจ่าย" เพราะมันก็คือเงินของพวกเขา...