อย่างไรก็ตาม การเร่งดำเนินการเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลง ทั้งการตรวจเชิงรุก เพื่อแยกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไปทำการรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปสู่คลัสเตอร์อื่น ๆ รวมถึงการจัดหาวัคซีนและเร่งฉีดให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อสูง ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมการระบาดในประเทศ ซึ่งไม่เอื้อต่อกิจกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้ง หน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศมีการยกระดับคำเตือนสำหรับประชาชนที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย เช่น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC (Center for Disease Control and Prevention) จึงไม่น่าจะเป็นผลดีต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวไทย
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล ซึ่งมีการยกระดับและความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์การชุมชนให้อยู่ภายใต้กฎหมาย และสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายได้ การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่น ๆ ย่อมเป็นไปในทิศทางที่ดี ในช่วงเวลาที่เหลือของปี อันจะทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และดีขึ้นตามลำดับในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า
จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีดังนี้
1. ความกังวลต่อการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ในวันที่ 1 กันยายน 2564 ว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้หรือไม่ และหากสถานการณ์ลุกลามบานปลายจนเกิดการแพร่ระบาดหนักเป็นระลอกที่ 5 ภาครัฐจะมีมาตรการและแผนการรองรับไว้อย่างไรบ้าง
2. ความชัดเจนของภาครัฐในการเร่งดำเนินการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ให้ครอบคลุมจำนวนประชากรทุกกลุ่มอายุและอาชีพ รวมถึงภาครัฐควรให้ข้อมูลอย่างละเอียดในการสื่อสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน รวมถึงรับประกันความปลอดภัยในการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความกังวลต่อผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ให้ได้รับความมั่นใจและกล้าที่จะฉีดวัคซีนมากขึ้น
3. ควรเร่งรีบในการจัดหาชุดตรวจโควิด-19 แอนติเจนเทสต์คิตหรือ ATK ให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ สำหรับให้บริการตรวจโควิด-19 รวมถึงการจัดส่งให้กับประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถตรวจได้ด้วยตนเองโดยคัดเลือก ATK ที่มีคุณภาพ โดยผลจากการตรวจ ATK ต้องมีความถูกต้องและแม่นยำสูง
ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 39.60 และ 32.80 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 35.60 และ 30.30 ตามลำดับ
ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 33.50, 37.10 และ 30.10 ตามลำดับ
ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คิดเป็นร้อยละ 27.40 รองลงมา คือ ค่าครองชีพ และราคาสินค้าสูง คิดเป็นร้อยละ 25.10 และ 18.60 ตามลำดับ
ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรกคือ การพักหนี้ของประชาชน รองลงมา คือ การเยียวยาประชาชนอย่างต่อเนื่อง การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามลำดับ
ภาพ/ข่าว โดย:
สมชาย สามารถ เนชั่นทีวี